วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557

ขับเคลื่อน PLC ที่ สพป.3 มหาสารคาม_18 : PLC MK3 แก้ปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ (๒)

วันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๕๗ รถบัสมหาวิทยาลัยออกไปรับเพื่อนครูที่สำนักงาน สพป.มค.๓ ตั้งแต่เช้าตรู่ กิจกรรมวันนี้คือ ไปเรียนรู้กับครูตุ๋ม (ศิริลักษณ์ ชมภูคำ) ที่โรงเรียนบ้านหินลาด ต.ท่าสองคอน อ.เมือง จ.มหาสารคาม การเตรียมงานเป็นไปอย่างมีระบบ เราออกแบบกระบวนการอย่างเรียบง่าย เน้นการเรียนรู้อย่างเป็นกันเอง เพื่อให้ครูผู้เข้าร่วมโครงการได้  "ฟัง เห็นตัวอย่าง
  • กล่าวเปิดโดยผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหินลาด 
  • ครูตุ๋มบรรยาย กระบวนการแก้ปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ด้วยกระบวนการ ๖ ขั้น 
  • พักเบรค
  • ครูตุ๋มสาธิตตัวอย่างการพัฒนานักเรียนพิเศษเรียนร่วม โดยใช้ นักเรียนจิตอาสา 
  • พักรับประทานอาหารเที่ยง
  • AAR 
ผลสะท้อน AAR จากครูทุกท่านที่มาร่วมงาน สรุปได้ตามแผนผังด้านล่างนี้









 



เรา AAR ว่า สองวันนี้ เราได้ทำความดีอย่างเต็มที่แล้ว เราตั้งใจและทำแผนไว้แล้ว ว่า เราจะดำเนินกิจกรรมต่อเนื่องในปีต่อไป
ข้อสังเกตที่น่าสนใจ
  • ครูมีวิธีการแก้ไขปัญหาของตนเอง และกำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาอยู่แล้ว 
  • ครูเห็นด้วยและยกย่องในความสำเร็จและวิธีการของครูตุ๋ม
  • มีครูจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่แสดงความมั่นใจว่า จะนำวิธีของครูตุ๋มไปใช้อย่างจริงจัง 
  • ครูทุกคนน่าจะเข้าใจกระบวนการของครูตุ๋มเป็นอย่างดี หลายท่านหยิบตัวอย่างชิ้นงานของเด็กๆ ไปด้วย
  • มีครูจำนวนหลายท่าน สะท้อนว่า น่าจะให้ครูที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง ได้มาเข้าฝึกอบรมหลักสูตรนี้เอง จักได้นำไปประยุกต์ใช้ต่อได้
ครูและผู้อำนวยการโรงเรียน เสนอว่า ควรใช้งบประมาณที่มีในการจัดทำสื่อและขยายผลไปสู่ครูที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง

วันเสาร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2557

ขับเคลื่อน PLC ที่ สพป.3 มหาสารคาม_17 : PLC MK3 แก้ปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ (๑)

ปีที่แล้ว (๒๕๕๖) CADL ทำข้อตกลงกับ สพป.เขต ๓ มหาสารคาม และจัดกิจกรรมส่งเสริมการสร้าง PLC ระหว่างโรงเรียนกลุ่มเป้าหมาย ๑๔ แห่ง จนทำให้เรารับรู้ปัญหาเร่งด่วน สถานการณ์และวิธีแก้ปัญหาและรวมถึงกระบวนการต่างๆ ในโรงเรียน ดังที่ได้ "บันทึกการทำงาน" ไว้ในรายงานฉบับสมบูรณ์ (อ่านได้ที่นี่) อย่างไรก็ดี การสร้างชุมชนเรียนรู้ครูเพื่อศิษย์ หรือ PLC  ต้องใช้เวลานาน ต่อเนื่อง เราจึงได้วางแผนขับเคลื่อนต่อเนื่องโดยใช้แผนการปฏิบัติราชการประจำปี ๒๕๕๗ (และต่อเนื่องในปี ๒๕๕๘) ของสำนักศึกษาทั่วไป ตามนโยบายการสร้างเครือข่ายวิชาการกับหน่วยงานการศึกษาในพื้นที่

วันที่ ๓-๔ สิงหาคม ๒๕๕๗ เราเปิดวง "PLC MK 3" โดยตั้งเป้า "หัวปลา" ไปที่ "วิธีแก้ปัญหานักเรียนอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้" โดยเชิญ "ครู BP จาก PLC มหาสารคาม" ที่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาเรื่องนี้จนได้รับการยอมรับจากทั้งเพื่อนครูและศึกษานิเทศน์ คือ ครูตุ๋ม ศิริลักษณ์ ชมภูคำ (อ่านงานของท่านได้ที่นี่) และจัดให้มีการแลกเปลี่ยนระดมสมองกันก่อนในเรื่องดังกล่าว ๑ วัน ณ ห้องประชุมสำนักงานเขตพื้นที่ฯ  และตามไปศึกษาดูงาน ดูการสาธิตกระบวนการของครูตุ่มจริงๆ ที่โรงเรียนบ้านหินลาด อีก ๑ วัน

ผู้เข้าร่วมอบรมได้รับแจกเอกสารเผยแพร่เรื่อง  "ครู BP จาก PLC มหาสารคาม เล่ม ๑ : ครูศิริลักษณ์ ชมภูคำ" ท่านที่อ่านจบ น่าจะเข้าใจทันทีว่า ทำไมครูตุ๋มจึงได้รับเลือกจากเราให้เป็น ครู BP ที่นำมาเผยแพร่ขยายต่อในพื้นที่ต่อไป


กิจกรรมดำเนินไปแบบไม่เป็นทางการ ไม่มีพิธีเปิด ไม่มี "รูปแบบ" ใดให้เสียเวลา เริ่มที่การ "ตั้งสติ-ก่อนสตาร์ท" ด้วยกิจกรรม "นำสติ" เพื่อทบทวนเรื่องราวตั้งแต่เริ่มรู้จักกัน จนถึงสาเหตุและความเป็นมา ที่ทำให้เราทุกคนได้มานั่งรวมกันในวันนี้ ที่นี้ โดยมีเป้าหมายร่วมกันว่า เราจะมาว่ากันเรื่องปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้" ต่อมาเป็นการเล่าเรื่อง "การแก้ปัญหาด้วยกระบวนการ ๖ ขั้น" ของครูตุ๋ม โดยผมรับหน้าที่จับประเด็น เน้นจุดเด่นให้ทุกคนได้เห็นและเรียนรู้จากครูตุ๋มไปพร้อมๆ กัน หลังเบรคเช้าเราแบ่งกลุ่มย่อยเป็นระดับชั้น เพื่อแบ่งปันแลกเปลี่ยนวิธีการแก้ปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ของครูแต่ละคน แล้วพักรับประทานอาหารกลางวัน ก่อนจะกลับมานำเสนอกันทีละกลุ่ม









(ดูรูปทั้งหมดได้ที่นี่)

ผลการระดมสมองเพื่อแก้ไขปัญหาของครู แสดงดังภาพต่อไปนี้


















ข้อสังเกตจากผลการระดมสมองของครู


  • ครูแต่ละโรงเรียน กำลังแก้ไขปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ด้วยตนเองอยู่แล้ว แต่ละคนก็จะมีวิธีการแก้ปัญหาของตนเอง สามารถจัดเป็น ๒ วิธีการหลักๆ ได้แก่ ๑) การสอนเสริมนอกเวลาเรียนปกติของนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย และ ๒) การจัดการเรียนการสอนแยกต่างหากจากกลุ่มที่ไม่มีปัญหา
  • ผู้บริหารและครูเห็นร่วมกันว่า ครูประจำชั้นควรเป็นผู้รับผิดชอบดูแล เอาใจใส่ใกล้ชิด 
  • ครูแต่ละคนมีเทคนิคในการสอนแตกต่างกันไป เช่น 
    • นักเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์จากทุกระดับชั้น มารวมกันเพื่อปรับพื้นฐาน
    • เขียนคำใต้ภาพ คำใกล้ตัว อ่านและเขียนตามบัตรคำ
    • ใช้บัตรคำ บัตรภาพ
    • ครูห้ามบอกนักเรียนล่วงหน้า
    • เขียนตามคำบอก (คำพื้นฐาน)
    • แยกเด็กเป็นกลุ่มๆ โดยการใช้คำศัพท์ในบทเรียนมาทดสอบ
    • ฝึกเขียนประโยคจากภาษาพูด (เขียนได้แสดงว่าอ่านได้)
    • แต่งประโยค แก้คำผิดโดยการเขียนคำใหม่หลายๆ ครั้ง
  • มีโรงเรียนที่ผู้อำนวยการโรงเรียนร่วมแก้ปัญหาด้วยตนเอง โดยใช้วิธีคัดกรองแยกกลุ่มเด็กที่มีปัญหา ออกเป็นชั้นเรียนพิเศษ สอนโดย ผอ. จนมีพัฒนาการที่พอใจ จึงให้กลับไปเรียนร่วมกับเพื่อน
  • มีครูใช้กระบวนการ "พี่สอนน้อง" หรือ "ใช้นักเรียนจิตอาสา" และจัดการคัดกรอง Pre-test -> Process -> Post-test อย่างเป็นระบบ...  น่าติดตามว่าได้ผลอย่างไร หรือไม่ ต่อไป 
  • ครูทั้งหมดหันกลับมาใช้วิธีการสอน สะกด แจกรูปคำ และใช้วิธีการ "ทำซ้ำ ย้ำ บ่อย ทวน" 
ข้อสังเกตสำคัญประการหนึ่งคือ ยังไม่มีระบบร่วมมือระหว่างโรงเรียนในการแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง กระบวนการที่ดำเนินอยู่มีต้นแหล่งมาจากครูหรือผู้อำนวยการฯ หรือ ตามนโยบายโรงเรียน ผ่านการติดตาม ประเมินผล และช่วยเหลือ จากสำนักงานเขตฯ โดยศึกษานิเทศน์





วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ขับเคลื่อน PLC เทศบาลเมืองมหาสารคาม _๐๓ : เข้าพบผู้อำนวยการโรงเรียน_โรงเรียนบูรพาวิทยาคาร

วันที่ ๑๕ ภาคบ่าย ทีม CADL เข้าพบท่าน ผอ.พงษ์ศักดิ์ อันปัญญา ผู้อำนนวยการโรงเรียนเทศบาลบูรพาพิทยคาร อ.เมือง จ.มหาสารคาม เพื่อหารือท่านเกี่ยวกับแนวทางการสร้่ง PLC เพื่อพัฒนาการเรียนรู้  เกือบชั่วโมงครึ่งที่ได้สนทนากับท่าน โดยเฉพาะตอนที่ได้พูดคุยกับท่านด้วยภาษาอีสานบ้านถิ่น ทำให้เราได้ข้อมูลและปัญหา ตลอดทั้งแนวทางจัดการศึกษาของเทศบาลเมืองแบบเจาะลึก ตรงไปตรงมา  ถือเป็นโจทย์ปัญหาวิจัยได้หลายหัวข้อทีเดียว บางส่วนที่น่าจะเป็นประโยชน์และสะท้อนถึงสถานการณ์จริงทางการศึกษา ขอนำมาบันทึกไว้ในบันทึกนี้


  • นักเรียนส่วนใหญ่ (ประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์) มาจากนอกเขตพื้นที่ให้บริการของเทศบาลเมืองมหาสาคาม นักเรียนที่อยู่ในเขตพื้นที่ส่วนใหญ่ไปเรียนในโรงเรียนขนาดใหญ่ (ที่ผู้ปกครองคิดว่าดีกว่า มีชื่อเสียงกว่า) .... แสดงว่า โรงเรียนสังกัดเทศบาลเมือง เป็นแหล่งรองรับค่านิยม "ส่งลูกเรียนในเมือง" ของผู้ปกครองที่พอจะมีศักยภาพในการส่งเสีย....
... ผมตีความจากเหตุการณ์นี้ และจากประสบการณ์ในการลงพื้นที่ๆ ผ่านมา ผ่านภาพต่อไปนี้ ....ท่านจะเห็นว่าอย่างไร...


  • โรงเรียนเทศบาลบูรพาพิทยาคาร เป็นหนึ่งในโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ "โรงเรียนสุขภาวะ"  ดังที่เกริ่นไว้แล้ว ตอนที่เข้าพบ ผอ.ดารุณี โรงเรียนเทศบาลโพธิ์ศรี (ที่นี่) ดูเหมือนตอนนี้ ครูและผู้บริหารกำลังตั้งคำถามสำคัญว่า จะ "ลุยต่อ" หรือไม่ อย่างไร ให้บรรลุผลที่สุด.... ตอนลงไปทำวง PLC คงจะได้เห็นข้อดี ข้อเสีย มาเล่าให้ฟัง 
  • โรงเรียนได้นำกิจกรรม "จิตศึกษา" มาใช้ในคาบโฮมรูมอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง โดยมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม มาเป็นกระบวนกรสาธิตด้วยในเบื้องต้น 
  • มีกิจกรรมส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรม ประเพณี หรือแม้แต่กิจกรรมพิธีทางสังคม ที่ทางเทศบาลเมืองจัดขึ้น และขอความร่วมมือให้ทางโรงเรียนนำตัวแทนนักเรียนเข้าร่วมบ่อยครั้ง... ซึ่งในมุมมองหนึ่ง ถือเป็นโอกาสในการเรียนรู้นอกสถานที่ ... แต่ในมุมมองหนึ่ง นักเรียนต้องหยุดกิจกรรมการเรียนในห้องเรียน

ผมสืบค้นพบคลิปวีดีโอที่บอกความเป็นมาของโรงเรียนไว้อย่างดี แม้จะไม่ใหม่ขนาดให้ข้อมูลปัจจุบัน แต่ก็ได้รู้ความเป็นมาของโรงเรียนได้อย่างดี






วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ขับเคลื่อน PLC เทศบาลเมืองมหาสารคาม _๐๒ : เข้าพบผู้อำนวยการโรงเรียน_โรงเรียนเทศบาลโพธิ์ศรี

วันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๗ ทีมขับเคลื่อน PLC มหาสารคาม เข้าพบ ผอ.ดารุณี เดชยศดี ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาลโพธิ์ศรี อ.เมือง จ.มหาสารคาม จากการสืบค้นทางอินเตอร์เน็ตพบว่า ท่านเคยทำวิจัยเกี่ยวกับการบริหารแผนกลยุทธของเทศบาลมาแล้ว (ดาวน์โหลดที่นี่)  ท่านบอกว่า ท่านเริ่มเข้ามาเป็นครูปี ๒๕๔๗ เคยเป็นรองผู้อำนวยการ (คงจะเป็นฝ่ายแผนฯหรือบริหาร) และย้ายเป็นผู้อำนวยการที่นี่เมื่อปีที่แล้ว (๒๕๕๖) แสดงว่า ท่านเป็นทั้ง ผอ.ใหม่ และเป็นทั้งบุคลากรใหม่ในโรงเรียนเทศบาลโพธิ์ศรี คือเพื่อนใหม่ต่อเพื่อครู คนใหม่ต่อผู้ปกครอง .... จึงไม่แปลกเลยที่ "เห็น" "แรงบันดาลใจ" และ "พลัง" ในการเรียนรู้และพัฒนาโรงเรียนตามกระบวนทัศน์ กระบวนการ และความเชื่อมั่นของท่าน ดังจะตีความต่อไปนี้ 





ผม "จับ" เอาประโยคต่างๆ มา "ตีความ" ในมุมมองของการค้นหา "วิธีคิด" (Mind Set) หรือ "กระบวนทัศน์" (paradigm) เห็นเป็นดังนี้ครับ
  • ท่านมีความเห็นว่า "ควรจะทำโรงเรียนให้เหมือนบ้าน"  ท่านบอกว่า เราไม่เคยเบื่อบ้าน เรามีความสุขเมื่อได้อยู่บ้าน ผ่อนคลาย อย่างจะหยิบจะจับอะไรก็หาได้ไม่ลำบาก หากเราสามารถทำให้นักเรียนรู้สึกว่า อยู่โรงเรียนนั้นผ่อนคลายได้เหมือนอยู่ที่บ้าน(ที่อบอุ่น) การสร้างการเรียนรู้อย่างมีความสุขจะเกิดขึ้น
  • ท่านเห็นด้วยกับโครงการ "โรงเรียนสุขภาวะ" ที่เน้นโรงเรียนเป็นสุข สิ่งแวดล้อมเป็นสุข ครัวเป็นสุข และชุมชนเป็นสุข (การสร้างเสริมสุขภาวะให้เกิดขึ้นในโรงเรียน ๖ ด้าน ได้แก่ 1.ความสามารถเชิงวิชาการ 2.มีทักษะชีวิต 3.มีทักษะสุขภาพ 4.มีคุณธรรม จริยธรรม 5. มีความเป็นประชาธิปไตย รู้หน้าที่พลเมืองและ 6.รู้สิทธิหน้าที่ปฏิบัติตน เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเสมอภาค) ซึ่งท่านเคยขับเคลื่อนเมื่อครั้งยังเป็นรองผู้อำนวยการอยู่ที่โรงเรียนบูรพาวิทยาคาร แม้ท่านบอกว่าจะนำมาใช้เพียงบางส่วนที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชนบำรุงราษฎร์ที่ผู้ปกครองค่อนข้างจะขัดสนดิ้นรนกับการอยู่ในเมือง
  • ผมเห็นท่าทีของท่านชัดเจนว่า กำลังจะขับเคลื่อนโรงเรียนในแนวทางของโรงเรียนวิถีพุทธ  และขับเคลื่อนเป็นสถานศึกษาพอเพียง และเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการส่งเสริมและกระตุ้นให้ครูใช้การ "เล่าเรื่อง" หรือ "เรื่องเล่า" หรือ "นิทาน" มาใช้ในการสอน เพื่อส่งเสริมการ "ฟัง" "คิด" และกล้าแสดงออกด้านการ "พูด" ....  ผมรับปากท่านทันที เพราะทั้งสามเรื่องนี้ ผมคิดว่าผมช่วยได้ในระดับหนึ่ง 
  • บริบทของโพธิ์ศรีคล้ายโรงเรียนเทศบาลอื่นๆ คือ นักเรียนส่วนใหญ่มาจากนอกเมือง (๖๐:๔๐) แต่จะต่างไปตรงที่ นักเรียนที่อยู่ในเขตพื้นที่ส่วนใหญ่ผู้ปกครองอยู่ในชุมชนเมืองที่ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการค้าขายทำมาหากิน ไม่ค่อยมีเวลาสอนการบ้านลูกมากนัก
 วันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา เราวางแผนกันว่า ผมจะเริ่มงาน "กระบวนกร" เพื่อสร้าง PLC ในโรงเรียนเทศบาลโพธิ์ศรีในทุกบ่ายวันอังคารที่ ๑๙ สิงหาคมนี้ 












วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ขับเคลื่อน PLC เทศบาลเมืองมหาสารคาม _๐๑ : เข้าพบผู้อำนวยการโรงเรียน_โรงเรียนศรีสวัสดิ์วิทยา

วันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๗ ทีมขับเคลื่อน PLC มหาสารคาม เดินทางไปขอเข้าพบผู้อำนวยการโรงเรียนศรีสวัสดิ์วิทยา ๑ ใน ๗ โรงเรียนเป้าหมายในการขับเคลื่อน PLC เพื่อการศึกษา ที่สังกัดกองการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เทศบาลเมืองมหาสารคาม ที่ทีม CADL "วางเป้า" ว่าจะเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายหลักในปี ๒๕๕๗ นี้

การเข้าพบผู้อำนวยการโรงเรียนทั้ง ๗ โรงเรียน มีวัตถุประสงค์ หลายประการ ทั้งเป็น "วิชาการ" และ "ชาวบ้าน" ทั้งแบบ "ทางการ" และแบบ "พลการ" การเข้าพบท่าน ดร.สมปอง มาตย์แท่น ผู้อำนวยการโรงเรียน จึงทำให้ท่าน "ตกใจ" เล็กน้อยว่า "เอ๊ะ..ใครมา ... มาถึงก็ลงมาถ่ายรูป ใหญ่เลย..." เป็นส่วนหนึ่งของประโยคที่ท่านเฉลยให้ฟัง หลังจากคุยกันจนเข้าใจ...ต่อไปนี้เป็นข้อมูล และข้อค้นพบ หรือ ข้อสังเกต ที่ได้จากการสนทนากับท่านประมาณ ชั่วโมงเศษๆ

จับประเด็นที่ "เห็น" จากการ "ฟัง"

  • ปีที่ผ่านมาโรงเรียนมีนักเรียนประมาณ ๒๐๐ คน แต่ปีนี้ นักเรียนเพิ่มขึ้นจากเดิมเท่าตัวเป็นประมาณ ๔๐๐ คน เพราะผู้ปกครองเชื่อมั่นว่า ลูกของตนเองสามารถ "อ่านออก เขียนได้" เมื่อย้ายมาที่นี่ 
  • ดร.สมปอง มาตย์แท่น เป็น ผอ. ที่ย้ายมาใหม่ได้ประมาณ ๒ ปี ทันทีที่ท่านเข้ามา พบว่าปัญหาสำคัญคือการอ่านออกเขียนได้ของนักเรียน บางห้องที่มีนักเรียน ๒๗ คน มีเพียง ๗ คนที่ "ทำได้" แต่ที่เหลืออีก ๒๐ คน คงต้องฝึกฝนอีก  
  • ทางโรงเรียนมีศูนย์เพื่อพัฒนาเด็ก LD อยู่แล้ว ถ้ามีปัญหาก็จะส่งเข้าไปศูนย์ดังกล่าว ถ้าดีขึ้นก็ส่งกลับมาเรียนร่วมกับเพื่อนในห้องเรียน
  • มีการประชุม ประจำเดือน หรือมีพิเศษก็จะประชุมบ้าง ตอนนี้กำลังเร่งเรื่องอาเซียน จัดอบรมไปแล้ว...มาตอนเช้า ต้องมาค้นศัพท์ในชีวิตประจำวัน เช่น คำที่ต้องใช้ในโรงอาหาร ฯลฯ แล้วปริ๊นไปให้ครู
  • ด้านไอซีที ไม่มีปัญหา ฝึกอบรมแล้วเรียบร้อย และครูสามารถใช้ได้ ตอนนี้จะให้งานให้อะไรกัน จะสั่งกันทาง "ไลน์"  โดยเฉพาะเด็กและผู้ปกครอง (ข้างนอกโรงเรียน) กำลังเห่อ กำลังเก่ง
  • ท่านบอกว่า กำลังเน้นเรื่องการ "อ่านไม่ออก เขียนไม่คล่อง" กำลังจะยกเป็นอัตลักษณ์ของโรงเรียน ... เพราะตอนนี้ถือเป็นปัญหาระดับชาติ...โดยเน้นที่ปรับพื้นฐานของนักเรียนนี่แหละ "ทำซ้ำ ทำย้ำ ทำบ่อย" ทำเป็นกิจวัตรของเรา "ซ้ำ" หมายความว่า ทุกชั่วโมงก่อนสอน ๕ นาที และหลักเลิกเรียน รวมกลุ่มทุกวัน มีท่องสูตรคูณ เรียนรู้คำ เรียนรู้ประโยค ถ้าเป็นภาษาอังกฤษอาจจะเป็นเพลง ทำแบบนี้ได้ผลมาก ควบคุมหนักๆ อยู่ ๑ เทอม ... เราพิสูจน์แล้วว่า หลักสูตรปี '๐๓ ดีที่สุด... ถ้าเด็กท่องได้แล้ว อ่านได้แล้ว จะเกิดความคิด ความอ่าน ต่อยอดออกไปได้ จะ "แตก" ออกไป แต่ถ้าจำไม่ได้ว่ามีอะไรบ้าง จะเอาอะไรมาต่อ มาสะกด จะเอาอะไรมาผสมอะไร ... ความรู้ต้องติดไปในสมองก่อน  ต้องได้ตั้งแต่ต้นทาง...ท่านบอกว่า...ความจริงครูไม่ต้องทำอะไรนอกจากสอนให้ หนักเท่านั้นแหละ..ปากต่อปากไปเอง ทำมาแล้ว ๒ ปี เด็กเพิ่มขึ้น ๒๐๐ คน ปีนี้ (๒๕๕๗) ที่ย้ายเข้ามามากเป็นระดับประถมศึกษา ไม่ใช่ระบบระดับอนุบาล วิธีการคือเน้นให้ครูสอน ผู้ปกครองมาเมื่อไหร่จะเห็นครูสอนตลอด เยกิจกรรมเขียนตามคำบอก คิดเลขเร็ว ท่องสูตรคูณ ท่องบทอาขยาน ทำทุกชั้น 
  • ส่วนเรื่องระเบียบวินัยเป็นงาน "ลูทีน" เป็นงานปกติ ... งานอะไรที่เขาทำมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ เราไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติมหรอก...
  • ครูไม่อยากไปไหน เบื่อมาก ครูวิชาการแทบจะไม่ได้สอน อบรมบ่อย เมื่อถามว่า อยากพัฒนาครูด้านใด ท่านบอกว่า ถ้าเป็นไปได้อยากได้ "เทคนิคการสอนใหม่ๆ " 
  • เด็ก ที่อ่านไม่ออก จะไปโทษครูไม่ได้นะ เพราะครูก็สอนกันมาก สอนกันเหมือนเดิม เพราะหลักสูตรไม่ดี ผิดที่หลักสูตร และตอนนี้ผู้ปกครองส่วนใหญ่ก็ไม่สามารถช่วยสอนการบ้านได้ จึงเป็นปัญหาหลายด้าน
  • ท่านใช้วิธีแก้ไขแบบสไตล์ "นักปฏิบัติ" ทันที ด้วยรูปแบบการพัฒนาคล้ายบันได ๓ ขั้น ดังรูป 

ผมสังเคราะห์แผนผังขั้นตอนด้านบนจากเรื่องที่ท่านเล่าให้ฟัง แบบนักทำ ดังประโยคต่อไปนี้

  • ต้องศึกษาเด็กก่อน ผอ.จะไปดูว่ากลุ่มไหนเด็กเก่ง คัดกรองเด็กก่อน เมื่อรู้ว่าใครได้ไม่ได้ ก็เอานักเรียนที่ทำได้มาเป็น "หลัก" ย้ายมาปีแรก ไปสอนแทนเด็ก ป.๔ เด็ก ๒๗ คน อ่านออกอยู่ ๗ คน ...ทีแรกนำมาทำเองเลย ตอนพักเที่ยงและหลักเลิกเรียน เราทำให้ครูเห็นเป็นตัวอย่างก่อน 
  • เอา ๗ คน มาคุยว่า เขาต้องดูแลเพื่อน รับผิดชอบเพื่อน สอนเพื่อน แล้วแบ่งเด็กที่เหลือเป็น ๗ กลุ่ม โดยให้สมัครใจว่าใครจะไปอยู่กับใคร  
  • แรกๆ ครูเป็นคนหาให้ และสร้างหัวหน้าทีม หรือเด็กแกนนำก่อน ใช้วิธียกย่อง เชิดชู ให้เป็นฮีโร่ในกลุ่ม พบว่า นักเรียนแกนนำจะแข็งขันมาก เขาอยากจะให้เพื่อนได้ ผอ. จะอยู่แถวนั้น ไม่ไปไหนเลย คอยดู
  • เขาว่างตอนไหน แล้วแต่เขา ส่วนใหญ่ตายตัวคือ พักเที่ยง กับหลังเลิกเรียน ครูมอบงานให้ เมื่อทำเสร็จแล้ว ก็ให้ไปเล่นได้ 
  • ต่อไปก็ให้เขาคิดเอง หาหนังสือเอง เขาชอบแบบไหน หนังสืออะไร ตอนนั้นขอซื้อหนังสือเข้าห้องสมุด ๑ แสนบาท  แต่เราเป็นคนกำกับ เชียร์ เผลอไม่ได้ 
  • แรกๆ เราทั้งช่วยสอน ทั้งช่วยหา ต่อๆ มาก็ปล่อยให้เขาทำเอง คิดเอง 
  • สอนตั้งแต่ฟังไปเลย อ่านให้ฟัง พาอ่าน ฟังอ่าน
  • ผอ. จะเดิน... ปกติจะเดินวันละ ๔ ครั้ง สำคัญคือ "เราต้องเห็นเขาทำ" ถ้าเขาทำแล้วเราไปเห็น ก็จะเป็นกำลังใจอย่างยิ่ง  ต้องไปเวียนดู ตะโกนใส่ไป ..แต่ไม่ไปยืนกำกับนะ เพราะจะไม่เป็นอิสระ
  • ใหันักศึกษาฝึกงานช่วยรับผิดชอบเด็กไม่ต่ำกว่า ๕ คน 
  • เราต้องสร้างแหล่งเรียนรู้ให้เขาด้วย ซื้อหนังสือปีที่แล้ว ให้นักเรียนไปเลือก ให้นักเรียนเลือกมากองไว้ๆ แล้วก็ซื้อมา ตอนนี้กำลังสั่งวัสดุมาให้ครู
  • หาหนังสือง่ายๆ มาให้อ่าน หนังสืออนุบาล ๑ ป.๑ มาให้อ่าน ทำต่อเนื่องจนเป็นนิสัย ถึงเวลาก็จะวิ่งมา 
  • แต่สิ่งสำคัญคือ การชม สำคัญมาก และถามไถ่ เห็นหน้าเมื่อไหร่ ทักเรื่องนี้ .. ครูเหมือนกันนะ 
  • คนสอนเขาต้องการกำลังใจ คนเรียนก็ต้องการกำลังใจเหมือนกัน 
  • อะไรก็ตามที่ทำต่อเนื่องจะได้ผล ทำแบบประเมิน จัดฉาก สร้างภาพ ไม่ได้ผล
  • คนที่ทำ ต้องมีความตระหนักจริงๆ นะ ถึงจะทำได้ ... เรานี่ขาอ่อนเลยนะ มาเจอเด็กอ่านหนังสือไม่ออก ... ต้องรักเขาด้วยนะ ...พอเขารู้สึกว่าได้รับความอบอุ่น ก็จะทำตัวดีขึ้น
  • คนเป็นผู้บริหารต้องเหนื่อยหน่อยล่ะ ถ้าไม่เหนื่อยก็ไม่ประสบผลสำเร็จ...

ท่านเล่าให้ฟังด้วยว่า ตอนเรียนระดับปริญญาเอก ท่านทำวิจัยอยู่ ๓ เรื่อง โดยใช้ KM เป็นเครื่องมือ  ท่านใช้ทุนตนเองจัดอบรมครูเทศบาล ให้ระดมสมอง ท่านบอกว่า "...พอคอนเซ็ปออกมา หนักตัวไหน เอาตัวนั้น...จัดอบรม ๓ วัน วันที่ ๒ ได้เป็นแนว วันที่ ๓ จะได้แนวทางการแก้ปัญหา ... แบ่งครู เป็นกลุ่มๆ ตามกลุ่มสาระฯ แล้วตั้งคำถามว่า "ทำอย่างไร เด็กถึงจะอ่านออก เขียนได้" แล้วก็ให้ช่วยกันคิดรูปแบบการแก้ปัญหา แล้วนำมาบูรณาการกัน แล้วสร้างเป็นโมเดล เสร็จแล้วเราก็ทำคู่มือส่งโรงเรียน ...  ถ้าเราคิดแล้วโยนลงไปให้เขา เขาจะรู้สึกว่าถูกดูถูกเขา... จะไม่ค่อยยอมรับกัน ยอมรับยาก นอกจากจะเป็นส่วนที่เขาคิดเอง

สรุปว่า ผมเจอ ผอ. นักปฏิบัติ เข้าแล้วครับ .... คงต้องเล่าเรื่องของท่านให้ใครๆ ได้ฟังอีกต่อไป ...


























วันอังคารที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2557

PLC มหาสารคาม ประจำปี ๒๕๕๗ (๗)_ PBL ที่ดีครูควรมีบทบาทอย่างไร

เวที PLC มหาสารคาม ครั้งที่ ๒ ประจำปี ๒๕๕๗ ในวันที่ ๒๑-๒๒ เมษายน ที่ผ่านมา เราคุยกันเรื่องการจัดการเรียนรู้แบบ PBL ที่มี "รูปแบบ" "ไร้รูปแบบ" จนถึงขั้น "ริเริ่มรูปแบบ" (อ่านที่นี่) เพื่อขยายความเข้าใจว่า "อะไรคือ PBL" ที่ดี ที่สามารถทำให้นักเรียนมี "ทักษะในศตวรรษที่ ๒๑" อย่างแท้จริง จึงได้เขียนบันทึกเรื่อง "ต้น PBL" ไว้ก่อนแล้วที่นี่ บันทึกนี้ค้ดลอกมาบอกอีกครั้งหนึ่งครับ



หากเปรียบ PBL เหมือนต้นมะม่วง หน้าที่ของครูคือทำให้นักเรียน "ปลูกมะม่วงเป็น" แน่นอนว่า ครูต้อง "ปลูกเป็น" แต่ไม่จำเป็นจะต้องถึงขั้นชำนาญ เพราะในการปลูกมะม่วง หากเป็นคนใฝ่รู้ และน้อมนำหลัก ปศพพ.ด้านการศึกษา มาเป็นหลักคิด หลักปฏิบัติ ครูจะสนุกกับการเรียนรู้ไปพร้อมๆ นักเรียน และเป็นผู้ชำนาญการ การปลูกต้น PBL แน่นอน
เมื่อเป้าหมายของครูคือให้นักเรียน "ปลูกมะม่วงเป็น" ครูต้องไม่มองความสำเร็จของตนเพียงแค่ "มีต้นมะม่วง" หรือนักเรียน "ปลูกมะม่วงได้" ความสำเร็จของครูต้องดูจาก "ผลมะม่วง" ซึ่งเปรียบเป็น "ทักษะในศตวรรษที่ ๒๑" ที่เกิดกับนักเรียน นั่นคือ "นักเรียนปลูกมะม่วงเป็น" เพราะปลูกเป็นจึงเห็นผล ผลมะม่วงหรือทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ ในที่นี้ก็คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  (Learning Outcome) นั่นเอง
ดังที่เขียนไว้ในบันทึกที่แล้ว ว่า
  • PBL คือ "กระบวนการ" (Process) ไม่ใช่ "ผล"(Product) ดังนั้น ผลลัพธ์ของ PBL คือ "ความรู้และทักษะ" ไม่ใช่ "ผลผลิตหรือชิ้นงาน"
  • "การปลูกต้น PBL" เป็นวิธีการทำให้นักเรียนมีทักษะพื้นฐานเพียงพอต่อการเรียนรู้และดำรงชีวิตที่ดีได้ใน "ทักษะในศตวรรษที่ ๒๑" เป้าหมายของครู คือ การทำให้นักเรียนเป็น "ผู้ใฝ่เรียน" "การทำให้นักเรียนมี "ฉันทะ" และปลูก"ต้นมะม่วง"เป็น คือ เรียนรู้ด้วยตนเองได้ หรือก็คือ "พึ่งตนเองด้านการศึกษา" ได้นั่นเอง
  • "PBL" คือ เครื่องมือ สำหรับการเรียนรู้สำหรับทั้ง "ครูและนักเรียน" และทุกๆ คนในสังคม
  • ครูที่เอาแต่ "ปลูกให้ดู" นักเรียนย่อม "ไม่รู้ลึกว่าจะปลูกอย่างไร"
  • ครูที่เน้น "พาปลูก" อย่างเดียว มักจะหลงเลี้ยวออกจากเส้นทางความสำเร็จในการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ ให้กับนักเรียน เพราะมักหลงติดใน "ผลผลิต" ของตนเอง 
  • ครูต้องทำมาให้ถึงขั้น "ชวนให้ปลูก" และ "ชื่นชมผู้ปลูก" เหมือนที่เราชื่นชมลูกของเขาเวลาเขาประสบความสำเร็จ .... มุทิตาจิตคือจิตของครู
เราอาจแบ่งขั้นตอนการสอนบนฐานปัญหาเป็น ๓ ขั้นตอน ได้แก่
๑) สร้างแรงบันดาลใจ
๒) พาปลูก
๓) ให้ปลูกเอง
ขั้นสร้างแรงบันดาลใจ มีเป้าหมายคือทำให้เขา "อยากปลูก" คือทำให้เกิด "ฉันทะ" ซึ่งในทางปฏิบัติอาจทำโดยการโน้มนาม ชี้ให้เห็นความสำคัญ ทำให้เข้าใจถึงประโยชน์ หลักการที่สำคัญคือ ต้องทำให้ได้ "ฝึกคิด" เรียนรู้ทฤษฎีและทักษะที่จำเป็น เช่น การสืบค้น การวิเคราะห์ การอ่านจับใจความ วิธีปลูก เครื่องมือปลูก เพื่อให้เกิดความเข้าใจและเห็นคุณค่าในเบื้องต้น
ขั้น "พาปลูก" คือเป็นการเรียนรู้ที่เน้นการลงมือปฏิบัติ (Active Learning) มีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกทักษะย่อยๆ แต่ละอย่าง เช่น การเพาะเมล็ด การเตรียมดิน ฯลฯ แล้ว ฝึกนำทักษะย่อยๆ เหล่านั้นมาบูรณาการใช้เพื่อฝึกปลูกมะม่วง โดยครูอาจพาทำทีละขั้นตอน  ผลที่ได้คือ นักเรียนมีต้นมะม่วงของตนเอง ที่ปลูกด้วยตนเอง (แม้จะทำตามครู) หน้าที่ต่อไปคือดูแลให้ออกดอกออกผล หมายถึงฝึกฝนให้ชำนาญ นั่นเอง
ขั้น ให้ปลูกเองครูต้องเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ คิดเอง ทำเอง แก้ปัญหาเอง คือปล่อยให้มีโอกาสได้ทำทุกอย่างด้วยตนเอง ลองผิดลองถูกด้วยตนเอง บทบาทของครูคือ ชง ชวน เชียร์ ชม หรือช่วยในบางโอกาส
  • ชง คือ สร้างบรรยกาศให้เอื้อต่อการเรียนรู้แบบรู้จริง เช่น การกระตุ้นด้วยคำถาม หรือสร้างกิจกรรมหรือเวทีนำเสนอผลงาน ฯลฯ 
  • ชวน คือ แนะนำ หรือชวนให้ทำแบบอื่นๆ ที่นักเรียนอาจคิดคาดไม่ถึง เช่น อาจเล่าเรื่องความสำเร็จของผู้ประสบผลสำเร็จในชีวิตให้ฟัง ฯลฯ 
  • เชียร์ คือ เอาใจใส่ คอยซักถามความก้าวหน้า หาเวลามาอยู่กับนักเรียนอย่างต่อเนื่อง 
  • ชม คือ หัวใจสำคัญของความสุข ต้องชมอย่างจริงใจ หาจุดที่นักเรียนทำได้ดี ชื่นชมและกระตุ้นให้ขยายความสำเร็จนั้นๆ ออกไปอีก
  • ช่วย ในบางโอกาสครูอาจจำเป็นต้องช่วย เมื่อพิจาณาเห็นว่าเกิดกำลังความสามารถสติปัญญาของนักเรียน หรือแม้แต่ ปรามไม่ให้เกินเลยไปสำหรับอันใดที่จะทำให้พวกเขาเองและคนอื่นๆ เดือนร้อน
ภาพความสำเร็จจริงๆ ของการเรียนรู้แบบ PBL คือ ควมชอบ ความสนุกในการเรียน เมื่อใช้หลัก ปศพพ. ด้านการศึกษา จะทำให้ได้ "ปัญหาที่มีคุณค่า" ซึ่งจะนำมาซึ่งความภาคภูมิใจที่ได้ทำความดี และสิ่งนี้จะทำให้นักเรียนเป็นผู้มี "ความสุข" กับการเรียนในที่สุด

วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2557

PLC มหาสารคาม ประจำปี ๒๕๕๗ (๖)_ PBL ของครูตุ๋ม

ผมเคยเขียนเรื่องกระบวนการสอน ๖ ขั้นตอน ของครูศิริลักษณ์ ชมพูคำ (ครูตุ๋ม) ไว้ที่นี่ ในเวที PLC มหาสารคาม ประจำปีนี้ (๒๕๕๗) ครูตุ๋มนำเอาประสบการณ์การทำงานแบบ PBL มาแลกเปลี่ยนแบ่งปัน กับเพื่อนครู  ครูตุ๋มบอกว่าทำแล้วประสบผลสำเร็จ เด็กๆ อ่านออก เขียนได้ และมีความสุข สนุกกับการเรียนอย่างยิ่ง  ....  แม้ฟังท่านแลกเปลี่ยนไม่นาน แต่การบอกผ่านรูปด้านล่างนี้ ท่านผู้อ่านอาจจะเข้าใจถึงวิธีปฏิบัติที่ดีของครูตุ๋มได้ไม่ยากครับ


PBL ของครูตุ๋ม ไม่ใช่การสอนแบบ PBL ที่จะได้เรียนแบบ PBL หรือ ครูตุ๋มสอนแบบ PBL  แต่เป็นการนำเอาหลักการเรียนรู้แบบ PBL มาปรับใช้กับการจัดการเรียนการสอนของตนเอง เป็นตัวอย่างที่ดียิ่งของครูเพิ่อศิษย์ ที่กำลังจะฝึกฝนตนเองให้เป็น "นักออกแบบการเรียนรู้" ที่ "เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ"

ครูตุ๋มมุ่งเป้าหมายที่ทักษะการอ่าน การเขียน ของเด็กเป็นสำคัญ วิธีการที่ท่านออกแบบและนำมาใช้นั้น เป็น "หลักปฏิบัติ" ที่ออกมาจากหลักคิด "มุ่งแก้ปัญหาที่เหตุ" เปรียบเหมือน หมอที่ตรวจอาการและวิเคราะห์โรคของคนไข้ จนทราบแน่ชัด แล้วค่อยจัดยา แนะบอก และรักษาด้วยวิธีการที่เหมาะสม หรืออาจเรียกได้ว่าการแก้ปัญหาแบบ "อริยสัจ ๔"

รายละเอียดโปรดติดตามผลงานของครูตุ๋มต่อไปครับ เราวางแผนกันว่าจะไปเยี่ยมเรียนรู้จากท่านถึงที่เร็วๆ นี้ 

นี่คือการ "วิจัยในชั้นเรียน" โดยแท้

ขอบูชาคุณครู ที่ทำเพื่อหนูๆ น้อย ที่ค่อนข้างด้อยโอกาสในโรงเรียน .....

ขอบพระคุณครับ

ป.ล. หากครูตุ๋มได้อ่านบันทึกนี้ จะดีมากครับ ถ้าจะอธิบายภาพเป็นความเรียง....:)