วันเสาร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2557

ขับเคลื่อน PLC สพป. ๒ มหาสารคาม _ (๓) : ณ โรงเรียนบ้านเขวาทุ่ง อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม (๓) : วิธีสร้างการเรียนรู้ทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ (หลักสูตร ๓PBL)




หลังจากละลายพฤติกรรมแล้ว ผมชวนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อนำเข้าสู่ "วิสัยทัศน์ร่วม" หรือ "เป้าหมายร่วม" ของครูทุกคน เพื่อให้รู้ว่า เรากำลังมุ่งสู่การเป็น "ครูเพื่อศิษย์" และกำลังสร้าง "ชุมชนเรียนรู้ครูเพื่อศิษย์" ผมสรุปว่า ครูเพื่อศิษย์นั้นมุ่ง "สอนชีวิต" สอนลูกศิษย์แบบ "สอนคน" ไม่ใช่ "สอนวิชา" เป้าหมายสำคัญในการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ ต้องเน้นมากกว่าสาระ "ความรู้" แต่ครูต้องเป็น "ครูฝึกกก" ให้เด็กได้ "ทักษะ" ที่เพียงพอต่อการอยู่ในสังคมใหม่ได้อย่างดีและมีความสุข 

วิธีการทำให้นักเรียนมี "ทักษะในศตวรรษที่ ๒๑" ตามเป้าหมายข้างต้น บุคลากรทุกคน ต้องช่วยกันให้นักเรียนได้ "ฝึกคิด" "ฝึกทำ" และ "ฝึกเรียนรู้ด้วยตนเอง" ... เราเรียกหลักสูตรการจัดการเรียนรู้แบบนี้ว่า "หลักสูตร ๓PBL" 

หลักสูตร ๓PBL

หลักสูตรพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ แบบ ๓PBL ดังรูปที่ ๑ แบ่งขั้นของการพัฒนานักเรียนด้วยการออกแบบการเรียนรู้เป็น ๓ แบบ เพื่อเน้นจุดมุ่งหมาย ๓ ประการตั้งแต่ "คิดเป็น" "ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น" จนผู้เรียนสามารถ "เรียนรู้เองเป็น"  โดยต้องพิจารณาให้ถึงระดับ "นักเรียนรายบุคคล" โดยที่ครูจะต้องปรับเปลี่ยนบทบาทของตนเอง

หลักสูตร ๓PBL เป็นเครื่องมือช่วยครูในการพัฒนาการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ โดยใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ๓PBL นำเสนอรูปแบบในการเรียนรู้ ๓ วิธี ได้แก่ 

st PBL คือ Pattern- based Learning ได้แก่ การเรียนรู้ในรูปแบบ โดยอาจใช้แบบฟอร์ม ใบงาน หรือคำถามจากครู มีเป้าประสงค์เพื่อทำให้นักเรียนได้ฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ คิดอย่างมีวิจารญาณ การประเมินค่า และเสริมสร้างความมั่นใจในตนเองของผู้เรียนให้กล้าคิดกล้าพูด

nd PBL คือ Project- based Learning ได้แก่ การเรียนรู้จากการทำโครงการ หรือกิจกรรมต่างๆ มีเป้าประสงค์เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกทักษะการทำงานตามวงจรคุณภาพ (PDCA) การแก้ปัญหา และทักษะการใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ

rd PBL คือ Problem- based Learning ได้แก่ การเรียนรู้บนฐานปัญหาหรือโครงงาน มีวัตถุประสงค์ให้นักเรียนเกิดทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ โดยมุ่งเน้นการสร้างแรงบันดาลในการเรียนรู้ การเรียนรู้จากการปฏิบัติ และการเรียนรู้เป็นทีม ที่ผู้เรียนได้ คิดเอง ทำเอง แก้ปัญหาเอง และนำเสนอผลงานด้วยตนเอง




รูปที่   แสดงกระบวนทัศน์ของหลักสูตรพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ แบบ ๓PBL
สามารถอธิบายพอสังเขป ดังนี้

ขั้นที่ ๑ ฝึกคิด
พัฒนาการคิดเบื้องต้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้กล้าคิดกล้าพูด ขั้นนี้เน้นที่สุดคือ เจตคติและแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ วิธีการคือ ยกตัวอย่าง หรือสื่อที่น่าจะทำให้เกิดข้อถกเถียงหรือแสดงความคิดเห็นได้ง่าย หลากหลาย ไม่มีคำตอบที่ตายตัว ไม่มีผิดไม่มีถูก นำเสนอต่อนักเรียน แล้วครูใช้คำถามกระตุ้นเพื่อให้เกิดการโต้เถียงอย่างเป็นเหตุเป็นผลกัน กรณีนี้ครูอาจใช้แบบฟอร์มหรือใบงานช่วย


รูปที่ แสดงตัวอย่างวิธีการหรือขั้นตอนในการฝึกคิด

-         หลักการสำคัญคือหลักของ "เหตุและผล" เมื่อเราอยากให้นักเรียนเก่งเรื่องคิด “คิดเป็น” เราต้องทำให้นักเรียนได้ "ฝึกคิด"  วิธีการทำให้นักเรียนได้ฝึกคิด ครูต้องเปลี่ยนมา "ตั้งคำถาม" แทนวิธีการ "บอก ป้อน สั่ง"
-         เครื่องมือสำคัญที่ต้องทำให้มาก คือ การอภิปราย โต้เถียงด้วยเหตุและผล  หรือที่นิยมเรียกว่า "ถอดบทเรียน" หรือ "ถอดประสบการณ์" 
-         บทบาทที่สำคัญของครู ไม่เพียงแต่ "ตั้งคำถาม" แต่ต้อง "สะท้อน" (Reflect) ผลลัพธ์ กลับไปยังผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง
-         ครูเป็นผู้คิดสร้างใบงาน หรือ ใบคำถาม หรือแบบฟอร์ม หรือ รูปแบบ (Pattern) ต่างๆ ให้นักเรียนได้ฝึกคิด เช่น กิจกรรม "กระดาษ ๔ พับ" ใช้สื่อที่นักเรียนสนใจ แล้วค่อยให้ถอดบทเรียน 
-         ผลที่เกิดกับนักเรียนเมื่อเขาคิดเป็น ครูจะเห็นความกล้าคิด กล้าพูด เพราะว่าเขามั่นใจในตนเอง ที่เขามั่นใจในตนเองเพราะพวกเขาภูมิใจในตนเอง ที่ภูมิใจในตนเองเพราะพวกเขารู้ว่าตนเองรู้และถนัดเก่งเรื่องอะไร และที่เป็นเช่นนั้นได้ ก็เพราะว่าพวกคิดได้คิดเป็นนั่นเอง
-         บทบาทที่สำคัญของครูในขั้นตอนนี้ คือเป็น ผู้กระตุ้นพาให้คิด "ครูฝึกคิด" คือทำหน้าที่เป็นครูฝึกหรือโค้ช (Coach)  เป็นคนออกแบบ และตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นการคิดของนักเรียน
-         นักเรียนจะได้ฝึกคิดตาม "หลักคิด ปศพพ." สามารถตีความสื่อต่างๆ ตามหลัก ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข ๔ มิติได้

ตัวอย่างวิธีการและขั้นตอนให้นักเรียนได้ “ฝึกคิด” 

o   คิดวิเคราะห์ก่อนให้รู้ชัดว่า สิ่งนั้นคืออะไร ประกอบด้วยอะไรบ้าง กำลังจะทำอะไร
o   เปรียบเทียบ เทียบเคียง ให้เข้าใจบทบาทและความสำเคัญ ตลอดทั้งความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบของสิ่งนั้นๆ 
o   จัดหมวดหมู่ สังเคราะห์หลักการ ใช้หลักวิชาการที่สอดคล้อง เพื่อพิจารณาอย่างเป็นเหตุเป็นผล
o   ยึดเหตุผลบนพื้นฐานของความเป็นจริง และความเป็นธรรม 
o   พิจารณาว่าสิ่งที่จะทำนั้นถูกหรือไม่ถูก ดีหรือไม่ดี ควรหรือไม่ควร เหมาะสมหรือไม่ 
o   ก่อนจะตัดสินใจให้ พอประมาณกับตนเอง 

ขั้นที่ ๒ ฝึกทำ 

พัฒนาทักษะการเรียนรู้และการทำงานจากการปฏิบัติจริง ขั้นนี้เน้นที่สุดคือ กระบวนการเรียนรู้จากการลงมือทำกิจกรรมต่างๆ ที่ครูหรือโรงเรียนกำหนด วิธีการคือ ครูทำหน้าที่เป็นครูฝึก โดยออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ ใช้กระบวนการจัดการความรู้ เช่น BAR, AAR ฯลฯ และฝึกทักษะการทำงานตามวงจรคุณภาพ PDCA และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการศึกษา จัดให้มีการถอดบทเรียน หรือถอดประสบการณ์ จากการทำกิจกรรมทุกกิจกรรมในโรงเรียน เช่น กิจกรรมชุมนุม กิจกรรมลูกเสือ- เนตรนารี ฯลฯ กรณีนี้ครูสามารถใช้แบบฟอร์มหรือชุมคำถามช่วยในการถอดบทเรียนได้เช่นกัน สิ่งสำคัญคือ ครูจะต้องมีการสรุปและให้ feedback กับนักเรียนในทุกกิจกรรม



รูปที่ แสดงตัวอย่างวิธีการหรือขั้นตอนในการฝึกทำ

  • หลักสำคัญคือ การเรียนรู้จากการปฏิบัติ นักเรียนได้ลงมือทำจริง โดยเน้นให้นักเรียนได้ "ฝึกคิดแก้ปัญหา"  ที่ครูเป็นคนกำหนด หรือร่วมกันกำหนดขึ้นมา 
  • ครูจะเป็นผู้ออกแบบโครงการ (Project) หรือเปิดโอกาสให้เด็กได้มีส่วนร่วมในการออกแบบโครงการหรือกิจกรรมต่างๆ ในโรงเรียน เช่น กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี กิจกรรมวันสำคัญทางศาสนา กิจกรรมส่งเสริมการเรียนต่างๆ คำถามสำคัญสำหรับครูผู้ออกแบบคือ
o   ต้องการให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะใด จากโครงการ/กิจกรรม/ฐานการเรียนรู้ นั้น 
o   นักเรียนจะได้เรียนรู้อย่างไรในโครงการ/กิจกรรม/ฐานการเรียนรู้นั้น นักเรียนจะเกิดทักษะนั้นในขั้นตอนใด
o   จะรู้ได้อย่างไรว่า ทักษะที่ต้องการนั้นเกิดหรือไม่ ทำอย่างไร นักเรียนจะได้สะท้อนตรวจสอบประเมินตนเองเกี่ยวกับทักษะนั้นๆ
o   นักเรียนจะได้ฝึกบูรณาการความรู้และทักษะกับชีวิตและการเรียนการสอนในห้องเรียนอย่างไร
วิธีการสำคัญคือ การฝึกการทำงานแบบ PDCA (Plan Do Check Act) ตามวงจรคุณภาพของ Deming
  • ผลที่จะเกิดกับนักเรียนเมื่อได้ "ฝึกทำ ฝึกแก้ปัญหา" คือทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ทักษะการลงมือทำและการแก้ปัญหา ทักษะชีวิตด้านการทำงานอย่างมีระบบแบบแผน (PDCA)  ทักษะความร่วมมือหรือทำงานเป็นทีม ทักษะการสื่อสารและไอซีที 
  • เครื่องมือสำคัญในขั้นนี้คือ การ "ถอดบทเรียน"หรือ (AAR :  After Action Review) การทำ BAR (Before Action Review) การจัดการความรู้ KM การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยการเล่าเรื่องประสบการณ์ของความสำเร็จ (Success Story Telling) หรือ SST ฯลฯ
  • บทบาทสำคัญของครูจะต้องเน้นทั้งเป็น ครูฝึก (Coach) เป็นทั้งพี่เลี้ยง (Mentor) และเป็นทั้งหมอใจให้คำปรึกษา (Counseling)  แตกต่างกันไปตามแต่เหตุปัจจัย สถานการณ์ และประสบการของผู้เรียนแต่ละคน อ่านหลักการ CMC ได้ที่นี่ 
  • นักเรียนจะได้ฝึกนำ ปศพพ. ไปใช้ในชีวิตในกิจกรรม คือ สามารถถอดบทเรียนผลการปฏิบัติ ตามหลักปฎิบัติแบบ ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข ๔ มิติได้
o   ก่อนจะทำคิดพิจารณาว่า ความรู้ที่ต้องใช้มีอะไรบ้าง 
o   เรามีความรู้ประสบการณ์เพียงพอ มั่นใจหรือไม่ 
o   หากไม่ จะสืบค้นหาความรู้หลักวิชานั้นมาอย่างไร คือ Review ทบทวนอย่างไร
o   มีใครทำสำเร็จ เป็นแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) เรื่องนั้นหรือไม่ เขาทำอย่างไร ปัจจัยของความสำเร็จของเราคืออะไร 
o   เหตุผลที่เรามี ดีและถูกต้องหรือไม่ 
o   วิธีการที่เราจะทำถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ คิดก่อน วางแผนก่อน
o   พอประมาณกับศักยภาพของเรา กับเวลาที่เรามี กับความดีหรือกำลังทรัพย์ของเราหรือไม่ 
o   ตรงไหนที่น่าจะเป็นปัญหา จัดการความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น 
o   จะวัดผล ประเมินผลอย่างไร ถึงจะรู้ว่าบรรลุได้ตามที่คาดหวัง 
o   ผลที่เกิดขึ้นจะดีต่อเราอย่างไร จะดีต่อผู้อื่นหรือไม่ จะดีต่อใคร จะมีผลอย่างไรใน ๔ มิติ 

ขั้นที่ ๓ ฝึกเรียนรู้ด้วยตนเอง

พัฒนาทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ โดยการเรียนรู้ด้วยตนเองของผู้เรียน โดยครูทำหน้าที่เป็นเพียงผู้อำนวย ช่วยเหลือแนะนำเท่าที่จำเป็น คอยตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างรอบด้าน รู้ลึกขึ้น ละเอียดขึ้น ขั้นตอนนี้เน้นการจัดการเรียนรู้บนฐานปัญหาจริง เพื่อฝึกทักษะชีวิต ทักษะการแก้ปัญหา สามารถเชื่อมโยงสิ่งที่ได้เรียนรู้กับการดำเนินชีวิตได้ สิ่งสำคัญคือ ผู้เรียนจะต้องคิดเอง ทำเอง แก้ปัญหาเอง และนำเสนอผลงานด้วยตนเอง
 

รูปที่ ๔ แสดงหลักคิด ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

  • หลักสำคัญคือ นักเรียนเป็นผู้คิดทำทั้งหมดทุกขั้นตอน ตั้งแต่ ตั้งปัญหาเอง ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ ตั้งสมมติฐาน ออกแบบการตรวจสอบสมมติฐานนั้น ทำการทดลองพิสูจน์เรียนรู้ และเป็นผู้นำเสนอหรือเผยแพร่ 
  • ครูมีบทบาทเน้นเป็น "ผู้อำนวย" (Facilitator) อำนวยให้เกิดการเรียนรู้ เป็นพี่เลี้ยง (Mentor) ดูอยู่ห่างๆ เพื่อกำกับทิศทาง และให้คำปรึกษาเมื่อจำเป็น 
  • กระบวนการเรียนรู้ที่ดี และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในขั้นนี้ คือ การเรียนรู้บนฐานปัญหา (Problem- based Learning) หรือ PBL อ่านแนวทางการเรียนการสอนแบบ PBL ที่ดีได้ที่นี่  
  • การเรียนรู้ด้วยตนเอง จะช่วยเสริม "แรงบันดาลใจ" ในการเรียนรู้ให้กับตนได้เอง 
  • นักเรียนจะได้ฝึกฝนตนเอง โดยการคิดและทำ บนหลัก ปศพพ.  สู่การเป็น "คนพอเพียง" ที่ ดี เก่ง และมีความสุขในการดำเนินชีวิต 
  • การฝึกให้นักเรียน "พึ่งตนเอง" ด้วยการฝึกให้ "เรียนรู้ด้วยตนเอง" ถือเป็น ภูมิคุ้มกันที่ดี ในศตวรรษใหม่นี้นั่นเอง 

ขับเคลื่อน PLC สพป. ๒ มหาสารคาม _ (๒) : ณ โรงเรียนบ้านเขวาทุ่ง อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม (๒) : PLC คืออะไร




ในรายงานฉบับสมบูรณ์ของโครงการ PLC ที่ผมทำกับ สพป.มค. เขต ๓ ผมได้เรียบเรียงความรู้เกี่ยวกับ PLC ไว้ส่วนหนึ่ง น่าจะมีประโยชน์กับครูบ้านเขวาทุ่งและมะชมโนนสง่า จึงคัดลอกมาลงไว้ที่นี่ครับ 

ตามหนังสือ “Learing by Doing: A Handbook for Professional Learning Communities at Work. (Four, Four, Eaker, & Many, 2010) บอกว่า ศาสตราจารย์ริชาร์ด ดู โฟร์ คือ “บิดาของ PLC” (PLC: Professional Learning Community) โดยเริ่มทำวิจัยและพัฒนาส่งเสริม PLC มาตั้งแต่ ปี ๒๕๕๑  ก่อนที่ ศาสตราจารย์นพ.วิจารณ์ พานิช “บิดาของ KM” ในประเทศไทย (ผู้วิจัย) (KM: Knowledge Management) เริ่มวิจัยและพัฒนาส่งเสริมการสร้าง CoP (Community of Practice)  ๕ ปี ในการตีความหนังสือเล่มนี้ (วิจารณ์, วิถีสร้างการเรียนรู้เพื่อศิษย์ ในศตวรรษที่ ๒๑, ๒๕๕๕) ท่านบอกว่า PLC ก็คือรูปแบบหนึ่งของ CoP นั่นเอง

นักการศึกษาไทยมักเริ่มตั้งคำถามถึงนิยามว่า “PLC คืออะไร” ก่อนคำถามตีความว่า “ทำไมต้องมี PLC” เหมือนๆ กับที่ตั้งคำถามว่า “KM คืออะไร” ซึ่งจะได้คำตอบหลากหลายกว้างลึกแตกต่างกันไปไม่ตายตัวขึ้นอยู่กับมุมมอง อย่างไรก็ตาม หลักการหนึ่งของการบริหารการเปลี่ยนแปลงคือ การมีถ้อยคำหนึ่งที่เข้าใจความหมายร่วมกันชัดเจน ดังนั้น ในเบื้องต้นการทำให้บุคลากรทางการศึกษารู้และเข้าใจคำว่า “PLC” ตรงกัน ก็ยังถือเป็นด่านแรกที่ต้องผ่านไปให้ได้ วิธีสื่อสารให้เข้าใจเรื่องนี้ที่ดีที่สุดน่าจะเริ่มจากการทำความเข้าใจเหตุที่ต้องมี PLC ประโยชน์ที่จะเกิดจาก PLC  และลักษณะของ PLC ก่อนจะกำหนดนิยามเพื่อตอบคำถามว่า “PLC คืออะไร”ต่อไป 

จากประสบการณ์กว่า ๑๐ ปีในการทำงานกับเขตพื้นที่การศึกษา (ในสหรัฐอเมริกา) พบว่า เขตฯ ที่ทำ PLC อย่างถูกต้อง ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนแตกต่างมากจากเขตฯ ที่ยังใช้การดำเนินการแบบ top- down บางโรงเรียนมีผลการเรียนดีมากและครูเกิดความกระตือรือร้น ทำงานร่วมกันอย่างเป็นทีม นักเรียนที่ล้าหลังได้รับช่วยเหลือจากทีมครู โดยที่ครูไม่ต้องทำงานนอกเวลางานปกติ ในขณะที่โรงเรียนที่ทำไม่ถูกต้องแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมเลย  และมีผลงานวิจัยมากมายชี้ว่า การดำเนินการและการพัฒนากระบวนการประเมินความก้าวหน้าในการเรียนที่ทำเป็นทีม โดยใช้แบบประเมินเดียวกันที่ร่วมกันพัฒนาขึ้น ดีกว่าวิธีการที่ครูต่างคนต่างทำ และต้องไม่ปล่อยให้ครูคนใดคนหนึ่งแยกตัวโดดเดี่ยวออกไปทำคนเดียว เพราะจะเป็นโทษต่อนักเรียนทำให้ผลการเรียนจะไม่ดี ความสำเร็จต่างๆ ทำให้ PLC แพร่ขยายไปทั่วสหรัฐอเมริการวมทั้งประเทศอื่นๆ ที่ต้องการพัฒนาและปฏิรูปการศึกษา เช่น สิงค์โปร์ เป็นต้น การนำ PLC มาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทและวัฒนธรรมของคนไทยในการปฏิรูปการศึกษาเพื่อพัฒนาผู้เรียนในศตวรรษที่ ๒๑ น่าจะเป็นปัจจัยทำให้เกียรติภูมิและความสุขของครูไทยกลับมาอีกครั้ง 

หนังสือเล่มนี้บอกว่า เป้าหมายของ PLC คือการเปลี่ยนแปลงใน ๕ หมวด ดังต่อไปนี้

๑)       การเปลี่ยนแปลงปณิธานความมุ่งมั่นพื้นฐาน

จากเน้นการสอน
เป็นเน้นการเรียนรู้
จากเน้นสิ่งที่สอน
เป็นเน้นสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้
จากการได้สอนครอบคลุมเนื้อหา
เป็นการแสดงให้เห็นว่านักเรียนมีความรู้และทักษะเหล่านั้น
จากการมอบคู่มือหลักสูตรแก่ครูแต่ละคน
เป็นจัดให้ทีม PLC ได้สร้างความรู้ร่วมกันเกี่ยวกับหลักสูตรที่จำเป็น

๒)       การเปลี่ยนแปลงการสอบ

จากการสอบเพื่อได้- ตกนานๆ ครั้ง
เป็นการสอบเพื่อให้นักเรียนปรับปรุงตนเอง และครูปรับปรุงวิธีจัดการเรียนรู้
จากการสอบเพื่อดูว่ามีนักเรียนคนไหนบ้างที่สอบตกตามเวลาที่กำหนด
เป็นการสอบเพื่อค้นหานักเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม ให้กลับมาเรียนกับเพื่อนได้ทำ
จากการสอบเพื่อให้รางวัลหรือลงโทษนักเรียน
เป็นการสอบเพื่อสื่อสารและสร้างแรงจูงใจต่อการเรียนของนักเรียน
จากการสอบความรู้และทักษะหลายๆ อย่างนานๆ ครั้ง
เป็นการสอบความรู้และทักษะครั้งละน้อยๆ แต่สอบบ่อยๆ
จากการออกข้อสอบและจัดการสอบโดยครูแต่ละคน
เป็นการออกข้อสอบและจ้ดการข้อสอบโดยทีม PLC
จากสภาพที่ครูแต่ละคนเป็นคนกำหนดเกณฑ์ประเมิน
เป็น PLC ร่วมกันกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อสร้างความสม่ำเสมอของการประเมินโดยครูในทีม
จากการเน้นการประเมินแบบใดแบบหนึ่ง
เป็นการประเมินโดยใช้การประเมินหลายแบบอย่างสมดุล
จากเน้นที่คะแนนเฉลี่ย
เป็นการเน้นตรวจสอบความก้าวหน้าของนักเรียนแต่ละคนในความรู้และทักษะแต่ละด้าน

๓)       การเปลี่ยนแปลงปฏิกิริยาหรือการดำเนินการเมื่อนักเรียนเรียนล้าหลัง

จากการตัดสินใจโดยครูคนเดียว
เป็นการดำเนินการอย่างเป็นระบบร่วมกันในทีม PLC เพื่อให้นักเรียนทุกคนได้รับการดูแลช่วยเหลือ
จากการกำหนดเวลาและการเรียนรู้ตายตัวสำหรับนักเรียน
เป็นการจัดเวลาและบทเรียนอย่างยืดหยุ่นเปลี่ยนแปลงได้
จากการสอนซ่อม
เป็นการเรียนเพื่อให้เข้าใจ
จากการช่วยเหลือตามความสมัครใจนอกเวลาเรียน
เป็นการเรียนบังคับในเวลาเรียน
จากมีเพียงโอกาสเดียวที่จะได้เรียนรู้
เป็นมีหลายโอกาสที่จะแสดงว่าได้เรียนรู้

๔)       เปลี่ยนแปลงการทำงานของครู

จากโดดเดี่ยว
เป็นการทำงานเป็นทีม พุ่งเป้าร่วมกันที่การเรียนรู้ของศิษย์และครู
จากครูแต่ละคนคิดคนเดียวว่านักเรียนควรได้เรียนรู้อย่างไรบ้าง
เป็นทีม PLC ร่วมกันคิดว่า “ความรู้ที่จำเป็น” สำหรับนักเรียนมีอะไรบ้าง
จากครูแต่ละคนกำหนดลำดับความสำคัญของมาตรฐานการเรียนรู้
เป็นทีม PLC ร่วมกันกำหนดลำดับความสำคัญของมาตรฐานการเรียนรู้
จากครูแต่ละคนกำหนดความเร็วในการเรียน
เป็นทีม PLC ร่วมกันกำหนดและใช้อัตราความเร็วของการเรียนรู้
จากครูแต่ละคนพยายามค้นหาวิธีการเพิ่มผลสัมฤทธิ์ในการเรียน
เป็นทีม PLC ช่วยเหลือกัน
จากครูดำเนินกิจกรรมการสอนแบบเป็นกิจกรรมส่วนตัว ไม่เปิดเผย
เป็นครูแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการสอนและวิธีทำหน้าที่ครูอย่างเปิดเผยต่อกัน
จากการตัดสินใจตามความพึงพอใจส่วนตัว
เป็นการรวมตัวตัดสินใจตามความรู้จากประสบการณ์และ best practice ที่นำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน
จากการร่วมมือกันแบบเปะปะ ทั้งเรื่องที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์ในการเรียน
เป็นการเน้นความร่วมมือในประเด็นที่มีลำดับความสำคัญสูงต่อผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ของศิษย์
จากการคิดว่า “นี่ศิษย์ฉัน” นั่น “ศิษย์คุณ”
เป็น “ศิษย์ของเรา”

๕)       เปลี่ยนวัฒนธรรมของโรงเรียน

จากต่างคนต่างเป็นอิสระต่อกัน
เป็นการช่วยเหลือพึ่งพาซึ่งกันและกัน
จากไวยากรณ์แห่งการบ่นว่า
เป็นไวยากรณ์แห่งความตั้งใจมุ่งมั่น
จากการวางแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว
เป็นการวางแผนให้เกิดผลสำเร็จระยะสั้นจำนวนมาก
จากการชื่นชมยกย่องเป็น “ครูดีเด่น” ปีละครั้ง
เป็นการยกย่องผลสำเร็จเล็กๆ ที่จำเพาะ และมีผู้ได้รับการยกย่องจำนวนมากและบ่อยๆ

PLC จะเปลี่ยนแปลงโรงเรียนและวงการศึกษาโดยสิ้นเชิง เปลี่ยนแปลงจากภายในระดับรากฐาน จิตสำนึก ถึงระดับโครงสร้าง  ถึงรากถึงโคน (transformation) ครูแต่ละคนจะทำหน้าที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Agent) ด้วยตนเอง เป็นผู้กระทำไม่ใช่ผู้ถูกกระทำ เป็น “ประธาน” ไม่ใช่เป็น “กรรม” ครูจะรวมตัวกันเป็นชุมชน (Community) ที่ทุกคนร่วมกันเป็นเจ้าของอย่างเท่าเทียมกัน และสิ่งที่ทรงคุณค่าที่สุดที่ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกันคือ ความมุ่งมั่นที่จะยกระดับคุณภาพของการเรียนรู้ของนักเรียนเพื่อให้มีทักษะเพื่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ ๒๑ ผู้คนจะไม่หวงความรู้ จะเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันอย่างเข้มข้นและเป็นทางการ โรงเรียนและเขตพื้นที่การศึกษาจะกลายเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้

PLC คือ กระบวนการต่อเนื่องที่ครูและนักการศึกษาทำงานร่วมกัน ในวงจรของการร่วมกันตั้งคำถาม และการทำวิจัยเชิงปฏิบัติการ เพื่อบรรลุผลการเรียนรู้ที่ดีขึ้นของนักเรียน โดยมีความเชื่อว่า หัวใจของการพัฒนาการเรียนรู้ให้ดีขึ้น อยู่ที่การเรียนรู้ที่ฝังอยู่ในการทำงานของครูและนักการศึกษา...

ศาสตราจารย์นพ.วิจารณ์ สรุปว่า PLC เป็นเครื่องมือของการเปลี่ยนชีวิตครู เปลี่ยนจาก “ผู้สอน” เป็น “นักเรียน” เปลี่ยนจาก “โดดเดี่ยว” เป็น “มีเพื่อน มีกลุ่ม” รวมตัวเป็นชุมชน ทำงานแบบปรึกษาหารือและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยมีเป้าหมายที่เด็ดเดี่ยวชัดเจน คือ ทักษะเพื่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ ๒๑ ของศิษย์ทุกคน 

ขับเคลื่อน PLC สพป. ๒ มหาสารคาม _ (๑) : ณ โรงเรียนบ้านเขวาทุ่ง อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม

วันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๗ ผมได้รับโอกาสอันมีคุณค่า จาก ศน. กวิสรา ชื่นอุรา ศึกษานิเทศก์จากสำนักงานเขตการศึกษาประถมศึกษา เขต ๒ จ. มหาสารคาม เชิญผมเป็น "วิทยากรบรรยาการณ์" เพื่อเสริมการขับเคลื่อนงานในโครงการเสริมศักยภาพนักเรียนรายบุคคลในโรงเรียนนำร่องเพื่อศตวรรษที่ ๒๑ หรือชื่อเล่นคือ "โรงเรียนอัจฉริยะจรรยา" ซึ่งผมเองเคยร่วมประชุมกับคณะกรรมการดำเนินโครงการนี้ ก่อนจะจังหวะไม่ดีที่จะได้ลุยต่อเนื่อง โรงเรียนบ้านเขวาทุ่งเป็นหนึ่งใน ๑๒ โรงเรียนจาก ๖ จังหวัดทั่วประเทศที่ถูกคัดเลือกเข้าร่วมโครงการนี้



การสร้างชุมชนเรียนรู้ครูเพื่อศิษย์ (PLC) ครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมกว่า ๓๐ คน จาก สพป.มค. เขต ๒ สามท่าน ได้แก่ ศน.อุไรวรรณ ลครรำ ผู้อำนวยการกลุ่มนิเทศ ศน.บัญชา สุวรรณโท และ ศน.กวิสรา สุวรรณโท (คนเดียวกับที่นามสกุล ชื่นอุราครับ)  บุคลากรจากโรงเรียนบ้านเขวาทุ่ง นำโดย ผอ.เพ็ญศรี ศรีสุนารถ พร้อมคณะครูรวม ๒๑ ท่าน และจากโรงเรียนบ้านมะชมโนนสง่า รวม ๘ คน นำโดย ผอ.สุธินันท์ ยศพล


แนวคิดของ "โรงเรียนอัจฉริยะจรรยา" คือ ตรวจสอบความถนัดและลักษณะการเรียนของเด็กด้วยการสแกนลายนิ้วมือ นำข้อมูลมาพัฒนาศักยภาพนักเรียนรายบุคคล แล้วสะแกนลายนิ้วมืออีกครั้งเพื่อเปรียบเทียบ วิเคราะห์ สรุปผล

ผมทำ BAR กับ ศน.กวิสรา และ ผอ.เพ็ญศรี ทราบว่า ท่านทั้งสองอยากให้ครูรู้จัก PLC และควรจะมีแนวทางการดำเนินการหรือแนวปฏิบัติที่ชัดเจน สอดคล้องกับการทำ BAR กับครูทุกคนด้วยการให้เขียนลงในกระดาษโพสท์อิท ส่วนใหญ่บอกว่าอยากได้ "แนวคิด แนวทาง กระบวนการ วิธีการทำ PLC"  "อยากได้วิธีการสอนการคิดที่หลากหลาย"....  ผอ.เพ็ญศรี เล่าว่า โรงเรียนอัจฉริยะจรรยา ผ่านการสแกนลายนิ้วมือรอบแรกแล้ว โรงเรียนกำลังสนใจพัฒนาเรื่อง PLC และ PBL ท่านและตัวแทนครูอีก ๒ คน ได้ไปฝึกอบรมที่เชียงใหม่เรื่อง การจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ แล้ว แต่ยังไม่ได้รับโอนงบประมาณในส่วนที่จะมอบให้โรงเรียนมาพัฒนานักเรียน

หลังกิจกรรมละลายพฤติกรรม ผมใช้วิธีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยทำหน้าที่เป็น คุณอำนวย (Facilitator) ก่อนในช่วงแรก เพื่อเก็บข้อมูลความรู้เดิม ก่อนจะใช้การบรรยายแบบ "วิทยากรบรรยาการณ์" เล่าประสบการณ์การขับเคลื่อน PLC ของตนเอง และปิดท้ายด้วยการ เสนอแนวทางการดำเนินงาน ๘ ประการให้ท่าน ผอ. และครูนำไปพิจารณาปฏิบัติ

ผมใช้การละลายพฤติกรรมง่ายๆ ด้วยการให้แนะนำชื่อและบอกอาหารที่ชอบ โดยต้องแนะนำทุกคนที่ผ่านมาซึ่งต้องจำ ก่อนจะแนะนำตนเอง  ผม AAR ว่า "ละลาย" ได้พอสมควร...


บันทึกต่อไป จะมาให้รายละเอียดครับ



 




วันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

จิตตปัญญากับการพัฒนาบุคลิกภาพนักเรียน ณ โรงเรียนผดุงนารี

วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ผมกับคุณเสือ ในฐานะตัวแทน CADL ได้รับเชิญจาก โรงเรียนผดุงนารี อ.เมือง จ.มหาสารคาม  ผ่านทางอาจารย์ฉวีวรรณ (ครูป๋อง) สมาชิก PLC ครูสอนดีของเรา ขอบคุณท่านที่ให้โอกาสมา ณ ที่นี้ด้วย ครับ





เราไปถึงตรงเวลาพอดี และเรามีเวลาเพียง ๒ ชั่วโมง เพื่อทำให้เด็กๆ เข้าใจว่า "จิตตปัญญา" จะไปพัฒนา "บุคคลิก" ของพวกเขาได้อย่างไร ....หลังกิจกรรม ผมทำให้นักเรียนทุกคน ปรากฎผลว่า เราประสบผลสำเร็จอย่างยิ่งครับ ต้องบันทึกไว้เผื่อจะมีประโยชน์ สำหรับเพื่อนกระบวนกร ดังนี้ครับ

ขั้นที่ ๑ กระตุ้นแบบกระตุก ให้ "ฉุกใจคิด" "สงสัย" เพื่อเปิดใจให้เรียนรู้

สัมผัสบรรยากาศแรกต่อหน้านักเรียนเกือบ ๑๕๐ คน ผมประเมินได้ว่า นักเรียนที่นี่ "สมาธิดี ใฝ่เรียน" เหมือนจะตั้งใจตั้งหน้าเพื่อมาฟังมารับเอาเทคนิคดีๆ ที่จะนำไปใช้ในการเรียนในการสอบ .... นั่นเป็นความคาดหวังที่เป็น "กำแพง" ที่ต้อง "พัง" ลงก่อนอันดับแรก .....

วิธีของผมคือการ "กระตุก" ด้วยคำถามสู่ความจริงที่นักเรียนไม่เคยรู้ เพื่อกระตุ้นให้สงสัยและตรวจสอบกับ "ใจ" และ "จิต" ของตนเอง เช่น
  • ...เมื่อตะกี้นี้ได้ยินเสียงแอร์ไหมครับ...... ขณะฟังเสียงแอร์เมื่อตะกี้นี้ รู้สึกว่ากำลังหายใจไหมครับ......   ความจริงคือ "จิตใจ" ของเรา "รับรู้" หรือทำอะไรๆ ได้ทีละอย่างเท่านั้น .... อันนี้ทุกคนต้องยอมรับ ....... (ถามย้ำว่าเห็นด้วยหรือไม่ หากส่วนใหญ่ยังส่งสายตาไม่เข้าใจ อาจต้องให้ทำกิจกรรมตัวอย่างอีก..)
  • ...มนุษย์ใช้รับรู้ ใช้อะไรฟัง?... เด็กๆ ตอบทันทีว่า ใช้หูฟัง (เก่งมาก...มีใครใช้ตาฟังไหมครับ...ฮา) ... แล้วทำไมตอนฟังอาจาาย์พูด ถึงไม่ได้ยินเสียงแอร์ล่ะ ... หรือตอนที่กำลังฟังเสียงแอร์ ไม่รู้สึกว่ากำลังหายใจล่ะ.... หรือหูเลือกรับบางเสียง....ความจริงคือ เราใช้ "ใจ" ฟัง ใช้ใจรับรู้ โดยใช้ ตา หู จมูก ลิ้น ผิวกาย เป็นเครื่องมือ.. รวมทั้งใช้ "จิตใจ" คิดโดยใช้สมองเป็นเครื่องมือ....สรุปคือ "ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทุกสิ่งสำเร็จได้ด้วยใจ" 
  • ...เคยไหมที่ เวลาเราเจอเพื่อน หรือใคร ทำอะไรดีๆ เข้าท่าๆ เราก็คิดว่า เราก็น่าจะทำได้  แต่พอมาทำกลับทำไม่ได้ ....ความจริงคือ การทำงานของสมองส่วนที่รับรู้ เป็นคนละส่วนกับที่ใช้ในการทำหรือสื่อสารสู่ผู้อื่นๆ....ดังนั้น เคล็ดลับสำคัญในการเรียนรู้คือ เรียนให้เป็น "วงจร" ที่มี "อินพุต- เอาท์พุต" รับเข้า-ส่งออก เสมอ ...
  • ฯลฯ
 ขั้นที่ ๒ เตรียมภาชนะ

เมื่อยอมรับในเบื้องต้นว่า "ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน"  การเรียนรู้เกิดที่ใจ เก็บไว้ในใจ โดยใช้สมองและอวัยวะต่างๆ หรือร่างกายเป็นเครื่องมือ  สิ่งสำคัญและจำเป็นต่อการออกแบบการเรียนการสอนคือการ "เตรียมใจ" ให้พร้อม ๓ องค์ประกอบ ได้แก่ "มีสติ" "มีสมาธิ" และ "ว่าง" อันหลังสุดภาษาทั่วไปเรียกว่า "ผ่อนคลาย" ศาสตร์ทางจิตตปัญญาบอกว่า คนจะเรียนรู้ได้ดีเมื่อผ่อนคลาย....  วิธีของผมที่เอามาใชในระยะเวลาอันจำกัดนี้คือ กิจกรรม Scan Body


สำหรับผมแล้วการทำกิจกรรม Scan Body  เป็นการ "พาใจ" มาอยู่กับตัว วิธีการไม่ตายตัวยึดติด อาจจะทำแบบ "ดังตฤณ" ที่ผมจำมาปรับใช้คือ เริ่มจากปลายเท้าไล่าขึ้นสู่หัว ข้ามกระหม่อม มาหน้าผาก หัวคิ้ว ปลายจมูก และอยู่กับลม... หลักคือ ให้ทำจากเร็วไปช้า จากหยาบไปละเอียด เพื่อผ่อนเครียดให้คลาย เป็นอันใช้ได้

ขั้นที่ ๓ กิจกรรมต่างๆ ให้ทำแล้วนำสะท้อนก่อนสรุป เพื่อให้ได้เรียนรู้วิธีการเรียนรู้ของใจตนเอง

เราใช้กิจกรรมหลายครับ เริ่มตั้งแต่ กิจกรรมส่งสารผ่านมือ ที่ผมชอบใช้ประจำ และได้ผลทุกครั้ง ครั้งนี้ก็เช่นกันครับ เด็กๆ ชอบและสนุกทีเดียว  ... คำถามสำหรับการ "สะท้อนผล" ที่ผมชอบใช้คือ หากนักเรียนนำกิจกรรมนี้ไปใช้กับรุ่นน้อง พวกเขาจะสอนอะไรน้อง ได้บ้าง....
  • ให้นักเรียนนั่งล้อมเป็นวงกลม มือประสานกันให้ครบบรรจบวงไม่ขาดตอน
  • กำหนดให้นักเรียนคนหนึ่งเป็นคนเริ่มส่งสัญญาณไปยังเมือซ้าย ผู้รับสัญญาณจากมือขวา ทันทีที่ได้สัญญาณมา ให้ส่งต่อให้เพื่อนด้วยมือซ้ายทันที 
  • สัญญาณแรกๆ ที่เราส่งคือการบีบมือง่ายๆ แต่ไม่ใช่ง่ายเลยที่จะส่งไปได้สำเร็จ โดยเฉพาะวงใหญ่ขนาดเกือบร้อยแบบนี้....


 


  • กิจกรรมเดินตามใจ จับคู่คนใกล้ แล้วให้เผยคำตอบ ๒ แบบ ได้แก่ ตอบทันทีที่ถาม คิดก่อนแล้วค่อยตอบ เพื่อให้นักเรียนได้เห็นว่าตนเอง มีคำตอบโดยอัตโนมัติ เหมือนไม่ได้คิด และรู้ว่าตนเองกำลังคิดสำหรับคำตอบหลัง 

  • อีกกิจกรรมหนึ่งคือการสอนให้รู้จักทฤษฎี "กดปุ่ม" (ผมเคยเขียนไว้ที่นี่ครับ) โดยใช้กิจกรรม "ตีมือดูใจ" ที่ให้นักเรียนจับคู่ตีมือสลับกันไปมา ๓ ขั้นตอน คือ ตีโต้กลับกันทันที  ขั้นตอนแรกนี้ตีกันไปมา สนุกสนาน ต่อมาให้พยายามตีกลับด้วยน้ำหนักที่โดนเพื่อนตี และขั้นสุดท้าย ให้ฝ่ายหนึ่งตีเต็มแรง ฝ่ายถูกตีไม่โต้กลับ แต่ให้สังเกตความรู้สึกของตน หลังจากหายเจ็บ หายแค้นแล้ว ให้ค่อยๆ ยื่นมือไปจับแขนเพื่อนเบาๆ แล้วบอกว่า "..ไม่เป็นไรเพื่อน เราให้อภัย".....เสียงฮาดังทั่วห้องทีเดียวครับ ..... 


  •  ทุกกิจกรรม สำคัญว่า ต้องให้นักเรียนได้สะท้อนว่า ได้เรียนรู้อะไร เลือกยื่นไมค์ให้นักเรียนที่มีแววจะเป็นขวัญใจของทุกๆ คน ....  ก่อนจะให้สะท้อนครั้งสุดท้ายด้วยการเขียนลงกระดาษ 



ต่อไปนี้เป็นข้อความที่เด็กเขียนมา จับเอามาเฉพาะประเด็นนะครับ
  • หายเบื่อ หายง่วง สนุกสนาน 
  • ได้ทั้งความรู้และความสนุก ประทับใจตมากค่ะ
  • ได้รู้จักธรรมชาติของจิตใจตนเอง
  • ทำให้มีสติ อดทน อดกลั้น และยับยั้งจิตใจตนเองให้หลุดพ้นจากความโกรธแค้น 
  • ทำให้เกิดความสามัคคีต่อกันและกัน 
  • รู้จักให้อภัยเพื่อนๆ ไม่โกรธแค้น
  • ได้เรียนรู้กระบวนการคิด และการปฏิบัติอื่นๆ 
  • รู้ว่าเราควรจะปฏิบัติตนอย่างไรเมื่อถูกกระทำ
  • ทำให้มีแรงบันดาลใจที่จะหาสิ่งที่เราชอบเราถนัด
  • ได้รับความรู้มากมายและมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมด้วย
  • รู้สึกผ่อนคลาย สบายๆ 
  • ให้จิตเป็นสมาธิ เรียนรู้การอดกลั้น ไม่ให้โดน "กดปุ่ม" ง่ายๆ 
  • รู้จักการปล่อยวาง
  • อยากให้มีกิจกรรมดีๆ แบบนี้อีกต่อไปเรื่อยๆ 
  • อย่างให้มีกิจกรรมแบบนี้บ่อยๆ เพราะเป็นกิจกรรมที่เข้าถึงตัวเราได้จริงๆ สามารถนำไปใช้ได้จริง 
  • ฯลฯ 

ผมไม่รู้ว่าเด็กๆ จะสามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้และความประทับใจในวันนั้นไปปรับใช้จริงหรือเปล่า แต่ผมมั่นใจว่า หากพวกเขาทดลองนำไปใช้จริงๆ กับตนเอง บุคลิกภาพของพวกเขาจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นแน่นอนครับ

ดูรูปทั้งหมดได้ที่นี่ครับ 


ผมยินดีรับค่าตอบแทนจำนวน ๑,๕๐๐ บาทจากท่านผู้จัดงาน พร้อมกับบอกท่านว่า ผมจะนำเงินจำนวนนี้รวมไว้เป็นทุนสนับสนุนการดำเนินงานของ CADL เพื่อพัฒนานักเรียน และได้ส่งให้คุณอ้อฝ่ายเลขาฯของเราจัดเก็บตามเจตนารมย์แล้ว  ขอบพระคุณท่านมากครับ ที่ให้โอกาสเราได้ทำความดีครั้งนี้ 

๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗
ฤทธิไกร

วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เรียนรู้จากเทศกาล ละครเมืองคาม ครั้งที่ ๑ ตอน "มดสร้างโลก"

วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ผมเดินทางกลับจากเชียงคานด้วยความตื่นเต้นเพื่อมาร่วมงานเทศกาล "ละครเมืองคาม" และร่วมเป็นผู้แสดงทัศนะในการเสวนาเรื่อง "เรียนรู้นอกห้องเรียน" ซึ่งผมถือว่าได้รับเกียรติอย่างสูงยิ่ง ผมระลึกในใจว่าคงเป็นเพราะคุณครูเพ็ญศรี ใจกล้า แนะนำผมกับทีมผู้จัดงานเป็นแน่ อย่างไรก็แล้วแต่ ผมตั้งใจมาทั้งวันว่า เย็นนี้จะทำให้ดีที่สุด ....  (ขอบคุณคุณอา กับ อ.ปั้บ ไว้ ณที่นี่ด้วยครับ)


ผมได้เรียนรู้หลายอย่าง ในขณะที่นั่งดูละครเร่ของนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ และได้เรียนรู้จากมุมมองที่คมกริบของ อาจารย์ "ก๋อย" วิทยากรอีกท่านจาก "กลุ่มมะขามป้อม" ที่เป็นต้นโพธิ์ใหญ่ในเรื่องนี้ ที่มีเครือข่ายเป็น อ.ปั๊บ ซึ่งเป็นผู้นำมาสู่ มหาสารคาม และทำให้เกิด "ละครเมืองคาม" ในวันนี้

ละครของเด็กจากโรงเรียนบ้านส่องตอนหนึ่งตอนหนึ่งสะท้อนความจริงจากใจเด็กๆ ผมทราบมาว่าละครที่แสดงวันนี้เด็กๆ เป็นผู้เขียนบทเอง ผมจึง "หยิบ" เอาฉากนี้ไปพูดบนเวที ดังนี้ครับ

...ก่อนถึงเวลาเรียน เด็กๆ กำลังเล่นกันอยู่ใต้ต้นหูกวางใบใหญ่ แต่ละคนร่าเริงแจ่มใส ใบหน้ามีรอยยิ้มและส่งเสียงหัวเราะ แต่พอสัญญาณเข้าเรียนของโรงเรียนดังขึ้น มีเสียงจากเด็กดังขึ้นว่า "...ว้า หมดสนุกแล้วซิ"..... ด้วยบทละครประโยคนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ในความเห็นของเด็ก การเรียนในห้องเรียนเป็นเรื่องไม่สนุก  สำหรับเด็กแล้ว การทำอะไรที่ไม่สนุกจะทำให้พวกเขามีความสุขกับสิ่งนั้นย่อมยากยิ่ง ส่งผลไม่เกิดการเรียนรู้ (ผลงานวิจัยทั่วโลก ทั้งทางด้านจิตวิทยาและประสาทวิทยา ชี้ตรงกันว่า การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีเมื่อสมองผ่อนคลายไม่เครียด หรือก็คือการเรียนอย่างมีความสุข สนุกที่ได้เรียนนั่นเอง)

ผมไม่รู้ว่าเด็กจากโรงเรียนไหนบ้างที่สามารถเชื่อมโยง "ละคร" กับ "การเรียนรู้" เป็น "การเรียนรู้แบบรู้จริง" ซึ่งต้องใช้สถานการณ์จริงหรือปัญหาจริงๆ ของชีวิต เพราะผมไม่ได้สัมผัสและติดตามโรงเรียนที่มาแสดงทั้งหมด แต่สำหรับเด็กๆ กลุ่ม "ฮักนะเชียงยืน" จากโรงเรียนเชียงยืนพิทยาคม  ที่ผมได้มีโอกาสเรียนรู้กับเขาพอควร (อ่านได้ที่นี่ และที่นี่ครับ) พวกเขาได้เรียนรู้นอกห้องเรียนผ่านละครเร่ครั้งนี้มากโขทีเดียว...

กว่าจะมาเป็นละคร "วิถีชีวิตอินทรีย์" นักเรียน "ฮักนะเชียงยืน" กลุ่มนี้ ได้ลงศึกษาปัญหาจริงในพื้นที่ชุมชนบ้านแบกเรื่องการทำเกษตรตามพันธะสัญญาที่ใช้สารเคมีมาหลายปี พวกเขาพยายามพิสูจน์สมมติฐานต่างๆ ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ผ่านการเรียนรู้ด้วยโครงงาน (PBL) มีการนำดินไปตรวจสภาพ ตรวจเลือดของชาวบ้าน ศึกษาข้อมูลจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ หรือเกษตรอำเภอ รวมถึงการทดลองเปรียบเทียบการงอกของเมล็ดพันธุ์จากบริษัทด้วยโครงงานแบบทดลองของพวกเขาเอง ฯลฯ กิจกรรมที่ได้ลงมือปฏิบัติ ลองผิดลองถูกกับปัญหาจริง สถานที่จริงแบบนี้ ทำให้ทักษะด้านการเรียนรู้ของพวกเขาพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการชวนลูกหลานบ้านแบกมาเป็นน้องใหม่ในทีมเพื่อแก้ปัญหาด้วยใจอาสา ทำให้พวกเขาเห็นคุณค่าและความหมายของกิจกรรมนี้ กอปรกับการนำเอาประสบการณ์ด้านกระบวนการและการทำงานทำงานเป็นทีมของรุ่นพี่ "ฮักนะเชียงยืน" มาใช้ ทำให้ทุกคนรู้สึกมีส่วนร่วมในการทำความดีร่วมกัน...

การแสดงละคร "วิถีชีวิตอินทรีย์" จึงเป็นขั้นตอนสะท้อนผลการเรียนรู้ของทั้งตนเองและนำเสนอสาระสู่ผู้อื่นและชุมชน ผมฟังว่า เด็กๆ ต้องปรับบททดลองแสดงกันหลายรอบกว่าจะมาเป็นการแสดงที่ยอดเยี่ยมในวันนี้  การเรียนรู้ด้วยใจที่ใคร่ครวญพิจารณาเป็นวงจรแบบนี้ จะทำให้แต่ละคนได้เรียนรู้วิธีเรียนรู้ของตนเอง หรือก็คือการเรียนรู้ตนเองนั่นเอง ปลายทางของกระบวนการนี้ พวกเขาจะค้นพบความสามารถของตนเอง เข้าใจในความถนัดและความชอบของตนเอง สิ่งนี้จะส่งผลต่อความสำเร็จในชีวิตของพวกเขาโดยตรง .... แน่นอนครับ...ผมกำลังพูดถึง กำลังสำคัญของประเทศชาติ

อย่างไรก็ตาม หากไม่มีครูเพื่อศิษย์ที่รู้วิธีการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ ดังได้กล่าวมาข้างต้นนี้  โอกาสที่เด็กๆ จะตกลงไปในร่อง "น้ำเน่า" ผมหมายถึงละครน้ำเน่า ที่มักจะเกิดจากการ "นั่งคิดเอา" แม้บทจะดี เรื่องราวดีอย่างไร แต่เด็กๆ จะได้เฉพาะ "ทักษะการนำเสนอ" เราจะได้แต่เด็กที่อยากเป็นดารา นักแสดง แทนที่เป็นการสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะชีวตของพวกเขา






วันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

"เรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลง" ผ่านกิจกรรมจิตอาสา จากกลุ่มนักเรียน "ฮักนะเชียงยืน" (๒) AAR

วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗  กลุ่มนักเรียน "ฮักนะเชียงยืน" ลงพื้นที่ทำโครงงานจิตอาสาพัฒนาชุมชน โดยใช้เครื่องมือ "ละครเพื่อการเปลี่ยนแปลง"  ผม ดร.เพชร และนิสิตอีก ๒ คน ได้เข้าร่วมกิจกรรมนี้ด้วย ผมได้เรียนรู้คุ้มค่ายิ่งกับการมาครั้งนี้ ดัง AAR ต่อไปนี้

สะท้อนการเรียนรู้ของตนเอง

ข้อมูลที่รู้จากคนในพื้นที่
  • "สาเหตุการตายของคนแถวนี้ ๙๘ เปอร์เซ็นต์ คือ มะเร็ง" 
  • "อายุเฉลี่ยของคนตายลดลงจาก ๘๐-๙๐ ปี เป็น ๖๐-๗๐ ปี"
  • โอกาสของชุมชนบ้านแบกและชุมชนใกล้เคียงคือ "มีน้ำ" (มีคลองส่งน้ำ ๒ สาย) แต่ปัญหาคือ หอยเชอร์รี่ และ การปลูกแตงที่ "เงินดีแต่มีพิษ" 
  • ชาวบ้านแบกปลูกผักปลอดสารพิษกินเอง และพอกินในหมู่บ้านด้วย 
  • ปัญหาจริงๆ ของชาวบ้าน น่าจะเป็น "ความไม่พอเพียง" การบริโภคแบบทุนนิยม แข่งขันกันหาสตางค์ อวดมั่งอวดมี
  • การปลูกแคนตาลูปตามพันธะสัญญา สร้างรายได้ให้ชาวบ้านสูงสุดถึงไร่ละ ๒ แสนต่อปี ... ขณะนี้ไม่มีอะไรที่จะทำให้พวกเขาหยุดทำได้......
  • ชาวบ้านบางคนมีความเชื่อว่า การทำนาโดยใช้ปุ๋ยเคมีได้ผลิตมากกว่าการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ถึง ๓ เท่า....(ตีความจากข้อมูลที่ได้จากการฟัง ถ้าไม่ใช้ได้ไร่ละ ๓๐๐ กิโล ถ้าใช้ได้ไร่ละ ๑ ตัน)
  • ผู้นำชุมชนมีประสบการณ์ไปศึกษาดูงานมาแล้วหลากหลายที่ มีความรู้เพียงพอ แต่ก็ไม่ทำเป็นตัวอย่างชาวบ้าน และ(ดูเหมือน)ไม่มีความมุ่งมั่นหรืออุดมการณ์ที่จะช่วยชาวบ้านในเรื่องนี้ ... หรืออาจเป็นเพราะท้อแท้ต่อการรณรงค์ไปแล้ว ....
  • ชาวบ้านมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการป้องกันตัวจากยาฆ่าแมลง คือ เข้าใจว่า การสวมเสื้อและถุงมือหลายชั้นจะป้องกันได้ แต่เจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลยืนยันชัดว่า ไม่ใช่ ... ต้องใช้ชุดที่ทางบริษัทให้มาอย่างเคร่งครัดเท่านั้น ..... แม้กระนั้นก็ป้องกันไม่ได้ทั้งหมด 
  • สาเหตุอีกประการ ซึ่งเป็นจุดอ่อน จุดตาย คือ ความมักง่าย ไม่เคร่งครัด เช่น .... ใช้มือคนสารพิษโดยตรง ไม่สวมชุดป้องกัน ฯลฯ 
  • ชาวบ้านปลูกแคนตาลูปตามพันธะสัญญา บอกว่า บริษัทมารับซื้อเมล็ด ส่งไปขายเมืองนอก .... ส่วนเนื้อหอมหวานหลังปอกเปลือก ส่งขาย มมส. ....ฮา
 สะท้อนสิ่งที่สังเกตเห็น
  • นักเรียนน้องใหม่ของกลุ่ม "ฮักนะเชียงยืน" (๘๐ เปอร์เซ็นต์ ของทั้งหมด เป็นลูกหลานบ้านแบก) ตระหนักถึงอันตรายจากการใช้สารเคมี น้องเจมส์ บอกว่า หากพ่อแม่ตายายส่งเขาเรียนจนได้ใบปริญญา มันจะมีค่าอะไร ถ้าพ่อแม่ตายายต้องมาตายเพราะยาฆ่าแมลง...  ผมประทับใจตอนนี้มากครับ ทั้งเจมส์และยาย (ผมเข้าใจว่าเป็นยาย) ต่างคนต่างร้องไห้ เมื่อพูดถึงประโยคนี้ 
  • กระบวนการและโครงการของ "ฮักนะเชียงยืน" ได้บรรลุผล "หมุด" หนึ่งแล้ว ....  ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ เจมส์ ไงครับ ... กำลังตระหนักเปลี่ยนจากภายในเลยล่ะครับ 
  • ผมเห็นชาวบ้าน อายุระดับยาย มากหลายคน อายุเฉลี่ยน่าจะ ๗๐ ปี (ผมประมาณเอง) มาช่วยกันทำขันหมากเบ็ง ... ผมคิดว่าชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากสารเคมี น่าจะเป็นคนรุ่นถัดจากนี้ 
  • แสดงว่า ตัวอย่างการเสียชีวิตของ คนอายุ ๕๐ ปี ๒ คน ที่ชาวบ้านเล่าให้ฟัง เป็นผลจากสารเคมีจากการปลูกแคนตาลูปตามพันธะสัญญาจริงๆ ชัดๆ
  • ชาวบ้านยังไม่มีทีท่าว่าจะเลิกใช้สารเคมี 
สะท้อนกลับด้านกระบวนการ เพื่อการพัฒนา
  • ขาดลำโพง .... สำหรับการแสดงไม่มีปัญหา ดึงสมาธิคนดูได้หมด แต่ตอนที่มาเสวนา หัวหน้า "เอ็ม" ที่พูดน้ำเสียงสุภาพ เบา โมโนโทน อาจต้องใช้ไมโครโฟน ช่วยดึงสมาธิและคุมวง
  • จัดวิธีนั่งให้ดีได้กว่านี้อีก  หลักการ คือจัดวงนั่งให้ทุกคนรู้สึกว่าอยู่ในวง ไม่ได้อยู่นอกวง สลับสับระหว่างนักเรียนกับผู้ปกครองก็ได้ 
  • สามารถออกแบบกิจกรรมให้ทุกคนมีส่วนร่วมให้มากขึ้น โดยเฉพาะคนสำคัญ ๒ คน คือ นักเรียนลูกหลานบ้านแบกกับผู้ปกครองของเขาเอง ถ้าออกแบบคำถามที่ให้ ๒ คนนีต้องปรึกษาหาคำตอบร่วมกัน จะทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างปัญหาและปัญญาของพวกเขา ..... เป็นต้น 
  • ควรเน้นให้เกิดการเสวนาแบบ ภายในสู่ภายนอก จากล่างขึ้นบน และจากปฏิบัติไปสู่ทฤษฎี กล่าวคือ 
    • ภายในสู่ภายนอก หมายถึง คุยเรื่องของตนเอง จากใกล้ตัว ครอบครัว ไปสู่ชุมชน ผลกระทบ 
    • จากล่างขึ้นบน หมายถึง เริ่มคุยจากผู้พูดน้อย อายุน้อย ประสบการณ์น้อยก่อน แล้วค่อยให้ผู้เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ พูดทีหลัง .... โดยมากทำแบบนี้ จะได้ผู้ฟังทั้งกลุ่ม ...เช่น ให้ชาวบ้านผู้ปฏิบัติหรือน้องใหม่ลูกหลานบ้านแบกเป็นผู้พูดก่อน แล้วค่อยให้วิทยากรจากกาฬสินธุ์ หรือเกษตรอำเภอพูดทีหลัง 
    • พูดจากปฏิบัติไปสู่ทฤษฎี คือ การเน้นมิติของการแลกเปลี่ยน มากกว่าการถ่ายทอดความรู้ หรือแนะนำพร่ำสอน....  การให้นักวิชการ พูดก่อน โอกาสที่ชาวบ้านจะ "นอน" ก็เยอะครับ...
  • ความเชื่อมโยงจาก "ละครสู่ชีวิต"ทำน้อยเกินไป ....  ละครสามารถดึงชาวบ้านได้หมด แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากละครเท่าที่ควร เหมือนชาวบ้านจะชอบใจและสนุก แต่ความหมายและคุณค่าที่ซ่อนอยู่ใน "บทละคร" ไม่ได้ถูก "ย้อน" สู่ใจชาวบ้าน.... ละครจึงกลายเป็น "หนังขายยา" ไป....(ขออภัยอาจแรงไป... แต่ความเชื่อมโยง "เรื่องราว" สำคัญยิ่ง)

คำถามและคำแนะนำ
  • ทำไมละครดีๆ จึงต้องมีแค่ ๑๐ นาที 
  • ศึกษาบันทึกข้อมูลเชิงลึก จากการสัมภาษณ์ ให้รู้วิธีการและจำนวนแน่ชัด เช่น วิธีการและขั้นตอนการทำเกษตรตามพันธะสัญญา (วาดโฟลชาร์ตได้) วิธีการปลูก ตั้งแต่ต้นจนขาย รายได้ ตุ้นทุน กำไร ค่าใช้จ่าย ฯลฯ
  • ศึกษาพืชชนิดนี้อย่างละเอียด คืออะไร ทำเหมือน "กบนอกกะลา" สืบหา "วงจร" ตั้งแต่ต้นจนขายเมืองนอก และปริมาณที่ส่งไปขายที่ มมส.....  ฮา
  • ศึกษาเรื่องสารเคมีเหล่านั้น ยาฆ่าแมลง......  ศึกษาทางเคมี..... 
  • ฯลฯ 



วันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

"เรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลง" ผ่านกิจกรรมจิตอาสา จากกลุ่มนักเรียน "ฮักนะเชียงยืน" (๑)

วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ผมไปเรียนรู้กับกลุ่มนักเรียน "ฮักนะเชียงยืน" ที่ หมู่บ้านแบก อ.เชียงยืน  ที่จัดกิจกรรมแสดงละครสะท้อนปัญหาจริงในชุมชน และต่อด้วยการจัดเสวนาชาวบ้านโดยมีเกษตรอำเภอ เกษตรคลื่นลูกใหม่จากกาฬสินธุ์ และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ เข้าร่วมให้ความรู้ในครั้งนี้ด้วย

ผมเองไม่ได้ไปคนเดียวครับ มี ดร.เพชร จากคณะวิศวะ และนิสิตอีกในที่ปรึกษาอีก ๒ คน นอกจากนี้แล้ว การแสดงละครครั้งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของโครงการของ อ.ปั๊บ จากคณะดุลยางคศิลป์ที่เข้าไปส่งเสริมนักเรียนและนักศึกษาในสถาบันต่างๆ ให้ใช้การแสดงละครสะท้อนปัญหาและสร้างความตระหนักให้กับสังคม หรือก็คือ "ละครเพื่อการเปลี่ยนแปลง"


นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กลุ่ม "ฮักนะเชียงยืน" ลงพื้นที่ทำกิจกรรมจิตอาสาในหมู่บ้านนี้ ติดตามอ่านงานของพวกเขาอย่างละเอียดได้ที่นี่  ครั้งนี้เป็น "วงเรียนรู้" รอบที่สองของการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมจิตอาสา ครั้งแรกที่มาพวกเขาเป็นผู้แสดง แต่ครั้งนี้พวกเขามาเป็นพี่เลี้ยงให้น้องใหม่ในกลุ่มได้แสดงบ้าง (มีบางคนร่วมแสดงด้วย) .... ผมคิดว่า กระบวนการแบบ "ชวนคิด พาทำ และร่วมทำ" แบบนี้แหละคือชุมชนเรียนรู้ที่แท้จริง ....

ผมสังเกตว่า ตนเองยิ้มตลอดการแสดงที่ใช้เวลาประมาณ ๑๐ นาที  อาจเป็นเพราะทั้งชื่นชมและภูมิใจที่ได้มามีส่วนร่วมกับกิจกรรมทำความความดีของพวกเขา ผมสังเกตว่าเด็กๆ สนุก และมีความสุขในการแสดงละครครั้งนี้มาก เห็นความมั่นใจในการแสดงบทบาทของตนเอง ผมไม่เห็นใครเลยที่จะ "ยึกยัก ลังเล มองข้าง" ทุกคนชัดเจน ในบทของตนเองมาก

ผมถาม อ.ปั๊บ ว่า นักเรียนกลุ่มนี้แตกต่างจากกลุ่มอื่นๆ ที่ร่วมโครงการ "ละครเพื่อการเปลี่ยนแปลง" หรือไม่อย่างไร ท่านตอบว่า นักเรียนกลุ่มนี้ทำงานกันอย่างเป็นกระบวนการมากที่สุด มีการวางแผน ประชุมกัน ทดสอบแสดง สะท้อนตนเอง ผลัดกันสะท้อนป้อนกลับ ปรับเปลี่ยนบทใหม่ ฯลฯ .... นี่เป็นข้อพิสูจน์ว่า นักเรียนกลุ่ม "ฮักนะเชียงยืน" ได้นำกระบวนการเรียนรู้ต่างๆ ที่พวกเขาได้รับการพัฒนาจาก "วงเรียนรู้" รอบแรกมาใช้จริงๆ จนเห็นผลจริงแล้ว....

เรื่อง(ละคร) มีอยู่ว่า  วิถีชีวิตของชุมชนบ้านแบกแต่เดิมไม่มีอะไรอันใดยุ่งยาก ผู้คนก็อยู่กันด้วยความสุขตามวิธีชาวบ้าน ตัวละควรคนสำคัญคือ ตาถาวร ฉากหนึ่งแกต้องตะโกนปลูกลูกสาวที่นอนตื่นสายโด่ง ออกไปช่วยแกทอดแห "งม" ปลา ซึ่งไม่ได้มีปัญหาว่าขาดแคลนทุกร้อนใดๆ เรียกว่า "ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว" แบบนั้นเลย แต่ต่อมามี "ของฟรี" มาแจก  เป็นเมล็ดพันธุ์ "แตงโมฝรั่ง" (แคนตาลูป) บอกว่าชาวบ้านไม่ต้องลงทุนอะไร เพียงแค่ "ลงแรง" นิดหน่อย ทุกอย่างบริษัทจะมาจัดการให้ ทั้งค่าแรง ค่าปุ๋ย ค่าสารเคมี ถึงเวลาเก็บเกี่ยวก็มีผู้มารับซื้อทันที .... ชาวบ้านเกือบทั้งหมด "เห็นดี" เอาด้วย ยกเว้นตาถาวร...


ในเวลาผ่านไปเพียงปีเดียว ชาวบ้านใช้คำว่า "ได้เงินเร็ว" รายได้จากการปลูกแคนตาลูปตามพันธะสัญญา ทำให้ชาวบ้านมีเงินซื้อ มอเตอร์ไซต์ รถยนต์ โทรศัพท์ ฯลฯ บทละครตอนนี้ เด็กๆ เขียนบทและแสดงได้ดีมากๆ ครับ ผมรู้สึกว่านักเรียนทุกคนมีบทของตนเองตลอดเรื่อง มีการส่งเสียงฮือฮา แสดงถึงความ "อิจฉา" และ "อยากมีบ้าง" ของชาวบ้าน .... เว้นแต่ ตาถาวร ที่ยังคงยึดมั่นในการทำเกษตรอินทรีย์ต่อไป ...

เวลาผ่านไปไม่กี่ปี ชาวบ้านเริ่มมีผื่นคันตามตัว ปวดตามตัว อาเจียน เวียนหัว และล้มป่วย เป็นผลของการใช้สารเคมีในการทำการเกษตรตามพันธะสัญญา  ชาวบ้านเริ่มเข้าใจและเห็นปัญหา และหันกลับมาเรียนรู้และทำเกษตรปลอดสารพิษตามตาถาวร "ปราชญ์เดินดิน" ของชุมชนบ้านแบก .....

ต่อมา "เอ็ม" นำทีมนักเรียนจัดเสวนาปัญหาชาวบ้าน ผมกระโดดร่วมไปแจมด้วย (ทนไม่ไหว อยากมีส่วนร่วม...ฮา) .... ได้เรียนรู้อะไรๆ เยอะมากครับ บันทึกต่อไปจะมาเล่า AAR ให้ฟังครับ



ดูรูปทั้งหมดได้ที่นี่ ครับ