วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๕๙ CADL ไปร่วมกับ PLC เทศบาลเมืองมหาสารคาม จัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อสร้างความเข้าใจระบบ "ประเมินออนไลน์" โครงการบ้านวิทยาศาสตร์น้อย ซึ่งผู้ประสานงานส่วนกลางคือ บริษัทนามมีบุ๊ค กำหนดให้ทุกเครือข่ายท้องถิ่น (Local Network: LN) ต้องดำเนินการประเมินออนไลน์ให้แล้วเสร็จภายใน ๒๘ กุมภาพันธุ์นี้
สถานที่ฝึกอบรมครั้งนี้อยู่ที่ห้องคอมพิวเตอร์ ชั้น ๓ อาคารใหม่ โรงเรียนศรีสวัสดิ์วิทยา มีคอมพิวเตอร์ใหม่เพียงพอและจอภาพสไลด์ที่ทันสมัย และทีสำคัญที่สุด อินเตอร์เน็ตที่ "เร็วทันใจ" ทำให้การฝึกอบรมเป็นไปด้วยความราบรื่นเรียบร้อย ... ขอขอบคุณทางเทศบาลเมืองมหาสารคาม ที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาขนาดนี้ครับ อาคารพร้อม ห้องเรียนกว้างขวาง ติดแอร์ ติดคอม ออนไลน์ สื่อโสตอุปกรณ์พร้อมสำหรับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ จริง..
"เป้าหมายเชิงพฤติกรรม" ของการอบรมเชิงปฏบัติการในวันนี้ ได้แก่ ๑) สามารถสืบค้นข้อมูลสารสนเทศต่างๆ เกี่ยวกับโครงการบ้านวิทยาศาสตร์น้อย ๒) สามารถสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกโรงเรียนบ้านวิทยาศาสตร์น้อยเพื่อขอรับป้ายประจำปี ๒๕๕๙ ได้ ๓) สามารถกรอกแบบประเมินออนไลน์และส่งหลักฐานการทำโครงงานผ่านระบบได้ โดยเว็บไซต์ของโครงการบ้านวิทยาศาสตร์น้อย ได้จัดเตรียมเอกสารคู่มือไว้แล้วอย่างดี ดาวน์โหลดได้ที่นี่ หรือดาวน์คู่มือโดยตรงได้เลยที่นี่... ใครที่ยังทำไม่เป็น เข้าไปศึกษาเองได้ไม่ยากนัก
ปีการศึกษา ๒๕๕๘ นี้เป็นครั้งแรกที่บริษัทนามมีบุ๊คซึ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนส่วนกลาง ได้นำเอาการประเมินออนไลน์มาใช้ โดยกำหนดเป็นสัดส่วน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของคะแนนทั้งหมดจากเดิมที่ประเมินจากเอกสารหลักฐานทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ผู้ประเมินก็ยังเป็นผู้ประสานงานเครือข่าย (Local Network; LN) เหมือนเดิม ประโยชน์ใหญ่ คือ ทำให้เกิดการแชร์ข้อมูลประสบการณ์ระหว่างครูและโรงเรียนนออนไลน์ไปทั่วประเทศ และใช้ช่องทางนี้ในการคัดเลือกผลงาน BP ของครูทั่วประเทศได้
การประเมินออลไนล์เป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้เด็กๆ ได้ฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ วิธีการทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กอนุบาล ที่ทางโครงการกำหนดขึ้น คือ "วัฏจักรนักวิทย์น้อย" ๖ ขั้นตอน (ที่เราย่อเป็นภาษากลอนว่า ชี้ให้สงสัย ชวนให้คาดเดาคำตอบ พาให้ตรวจสอบคำตอบนั้น สังเกตแบ่งปันอธิบาย ให้ระบายบันทึก และให้ฝึกอภิปรายนำเสนอ) ดังนั้น เกณฑ์การประเมินจึงมุ่งส่งเสริมให้ครูพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอน ดังแสดงไว้ใน สไลด์ที่ผู้ขับเคลื่อนโครงการกำหนดไว้ ต่อไปนี้
สิ่งสำคัญกว่า "จุดหมาย" และ "เกณฑ์" ของการประเมินคือ ความเข้าใจและการเปิดใจยอมรับของทั้ง "ผู้ประเมิน" และ "ผู้รับการประเมิน" ดังนั้น ในฐานะที่ผมเป็นผู้ประเมิน (LN) จึงขอสรุปความเข้าใจเป็นหลักการสั้นๆ เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน ดังนี้ครับ
๑) ดูก่อนว่า "เป็นโครงงานหรือไม่?" โดยดูว่า ครบกระบวนการ "วัฏจักรนักวิทย์น้อย" หรือไม่ ถ้าใช่!! ๒) ในแต่ละขั้นตอนของ "วัฏจักรนักวิทย์น้อย" เด็กๆ ได้คิดออกแบบเองให้คะแนนเต็ม ๓ ครูเปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมในการออกแบบได้ ๒ คะแนน แต่ถ้าเป็นความคิดครู จะได้คะแนนเพียง ๑ คะแนน
๓) นักเรียนเกิดทักษะทางวิทยาศาสตร์อะไรบ้างหรือไม่ หากใช่ กี่ทักษะที่เห็นชัดๆ ว่าเด็กมี ถ้าครบ ๔ ด้าน ก็ให้เต็ม ๓ คะแนน
๔) พิจารณาว่าบูรณาการกับด้านอื่นๆ หรือไม่ โดยเฉพาะด้าน ทักษะชีวิตและการปลูกฝังพัฒนาจิตใจให้เป็นดีมีคุณธรรม เป็นเด็กดี
๕) ริเริ่มสร้างสรรค์หรือไม่ ยิ่งถ้าเด็กได้เป็นผู้คิดริเริ่มเองแล้ว ก็ต้องให้ไปเลย ๓ คะแนน
หากครูที่สงสัย สามารถติดต่อมาได้ทางอีเมล์ครับ
วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2559
ขับเคลื่อน PLC เทศบาลเมืองมหาสารคาม _๔๒ : PLC เทศบาลบ้านวิทย์น้อย โรงเรียนเทศบาลบ้านค้อ
วันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๕๙ CADL และทีม PLC เทศบาลบ้านวิทยาศาสตร์น้อย ยกทีมกันไปเยี่ยมการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนเทศบาลบ้านค้อ ครูทุกโรงเรียนมากันอย่างพร้อมเพียงกัน ครบถ้วน และกระตือรือร้นมากในการมาเยี่ยมกัน ... ผมตีความว่า กลไกที่ทำให้เกิดความต่อเนื่องสำคัญ คือ อ.ศน.ไสว และ อ.ศน.จักรพงศ์ ที่ทั้งสองจะลงพื้นที่ ทั้ง "ชง ชวน เชียร์ ชม ช่วย" อย่างต่อเนื่อง (ตอกไขไก่ได้ไข่แดงฉันใด ใส่ใจนำก็ได้ใจทำฉันนั้น)
มรรคผลของความอดทนต่อเนื่องยาวนาน
หลังจากการเยี่ยมชม เรื่องที่ผมประทับใจที่สุดคือ พฤติกรรมนักเรียนที่เราใช้คำว่า "นิ่ง" หรือผมขอขยายต่อย่อนิดหนึ่งว่า "นิ่ง นั่ง ตั้งใจเรียน" นั่นคือ "นิ่ง" หมายถึง การมีสมาธิในการร่วมทำกิจกรรมการทดลอง นั่งอยู่กับที่แม้ไม่มีกิจกรรมใด รู้จักฟังครูพูด พูดเมื่อครูถาม และถามเมื่อสงสัย ซึ่งภาษาที่เราใช้กันทั่วไปก็คือ "ตั้งใจเรียน" นั่นเอง
จากการสังเกต ผมที่ครูแทบจะไม่ต้องใช้กลยุทธ "หยุดเด็ก" หรือ "รวมเด็ก" ใดๆ เลย ไม่มีคำปราม ห้าม หรือขู่ใดๆ จากครู และจำนวนของนักเรียนที่ "นิ่ง" ไม่ใช่เพียง "ส่วนใหญ่" แต่ต้องบอกว่า ไม่มีนักเรียนคนใดตีรวนกวนเพื่อนคนอื่นเลย เว้นแต่เด็กเล็กเตรียมอนุบาล ซึ่งก็เป็นงานหลักของครูอยู่แล้วที่ต้องพัฒนาให้นักเรียน "นิ่ง" ต่อไป
จากการสอบถาม รอง ผอ. และครู ผมตีความว่า พฤติกรรมของนักเรียนที่เล่ามานี้ เป็นมรรคเป็นผลของการเอาใจใส่พัฒนานักเรียนชั้นปฐมวัยอย่างต่อเนื่องเป็นปี เป็นผลจากความอดทนต่อเนื่องยาวนาน ถือเป็น BP (Best Practice) ที่สำคัญของโรงเรียนเทศบาล ซึ่งควรมีการ "ถอดบทเรียน" เอาเคล็ดวีธีที่ดีมาเผยแพร่ เช่น (ทราบว่า) ทุกๆ สัปดาห์ อย่างน้อยต้องมี ๓ การทดลอง และ ทุกครั้งครูจะมาแลกเปลี่ยนถอดบทเรียนกันหลังกิจกรรม เป็นต้น
ลักษณะของการทดลองในโครงการบ้านวิทยาศาสตร์น้อย
ข้อ ดีประการหนึ่งของการเยี่ยมกันแบบกัลยาณมิตรใน PLC คือ เหตุการ์ที่ "เราเห็น" กับเหตุการณ์ที่ "เราเป็น" นั้นเหมือนกัน ไม่มีการเตรียมรับการประเมินที่เกินจริง ตัวอย่างเช่น การนำกิจกรรมสิ่งประดิษฐ์มาทำในวันเยี่ยมวิทยาศาสตร์น้อย งานคหกรรม การทำอาหาร (ไอศครีม) หรือกิจกรรม "วิทยาศาสตร์โชว์" ที่ครูมุกดานำมาสอนที่โรงเรียนเทศบาลบ้านค้อ เป็นต้น
ใน ครั้งนี้ กิจกรรมบ้านวิทยาศาตร์น้อยของโรงเรียนเทศบาลบ้านค้อก็คล้ายกับโรงเรียนอื่น ได้แก่ สีเต้นระบำ ความลับของสีดำ แต่จะมีกิจกรรมนำประดิษฐ์ ตุ๊กตาล้มลุกจากเปลือกไข่ไก่ กิจกรรมทดลองเชิงสาธิตแบบวิทยาศาสตร์โชว์ (Science Shows) เรื่อง ลูกโป่งมหัศจรรย์ และกิจกรรมทำอาหาร (ไอศครีม)
เริ่ม จะเป็นโจทย์ใหม่ว่า ทำไมครูจึงนำกิจกรรมที่ไม่อยู่ใน "กล่องบ้านวิทยาศาสตร์น้อย" มาทำกัน ผมตั้งสมมติฐานไว้ ๒ ประการ คือ ๑) ครูทำ "กิจกรรมในกล่อง" ที่รู้จักและทำได้หมดครบถ้วนแล้ว และ ๒) ครูไม่ได้เปิดกล่องศึกษาเพิ่มเติมด้วยตนเอง และ ๓) ครูไม่มีอุปกรณ์ที่จะทำกิจกรรมในกล่อง .... คงต้องให้ผู้อำนวยการและเพื่อนครูช่วยสะท้อนให้รู้ว่า คำตอบคือข้อใด
แต่เบื้องต้นจากการสังเกตพบว่า ครูมุกดา มีการวางแผนและจัดการเกี่ยวกับการทดลองบ้านวิทย์ฯ ไว้อย่างเป็นระบบ ดังภาพด้านล่าง
สะท้อนว่า โรงเรียนได้ทำการทดลองบ้านวิทยาศาสตร์น้อยอย่างต่อเนื่อง เป็นระบบ ซึ่งต่อไปจะสามารถพัฒนาเป็น "หลักสูตร" ของปฐมวัยของโรงเรียนหรือของเทศบาลเมืองฯ ต่อไป ...แสดงว่าสมมติฐานข้อ ๑) เป็นจริงครับ
ตัวอย่าง PLC "ชุมชนครู" ที่มี "การเรียนรู้" ร่วมกัน
ผมสังเกตว่า การแลกเปลี่ยนเรียนรู้หลังจากเยี่ยมชมกิจกรรมการทดลองของโรงเรียนเทศบาล เป็น PLc มากขึ้น ผ่อนคลายมากขึ้น คุณครูมีการตีความ สะท้อนผลการสังเกต มีการชื่นชมจุดเด่นของกันและกันมากขึ้น และที่สำคัญคือ มีความตั้งใจที่จะนำเอาสิ่งที่ได้มาเห็นมาเรียนรู้ ไปปรับใช้ในโรงเรียนของตนเอง
เช่น สิ่งที่ครูสะท้อนว่า จะนำไปใช้ในการสอนของตนเอง คือ ตัวกิจกรรม "ลูกโป่งมหัศจรรย์" และ "ถุงพลาสติกมหัศจรรย์" (เสียดายที่ผมไม่ได้ถ่ายภาพวันนั้นมา เพราะต้องไปให้ครบทุกห้อง เลยต้องขอใช้ภาพจากอินเตอร์เน็ตนะครับ จากเว็บไซต์ "วิทย์พ่อโก้" http://witpoko.com/?p=41 ที่กำลังดังครับ) ที่ครูหลายท่านบอกว่า จะลองเอาไปใช้ดู ... หากครูเข้าไปศึกษาจากเว็บไซต์ "วิทย์พ่อโก้" แล้วนำมาทดลองใช้ จะทำให้การทดลองในโรงเรียนหลากหลายขึ้นเยอะเลยครับ
อีกประเด็นคือ ครูเห็นว่า กิจกรรมการจัดการเรียนการสอนบ้านวิทยาศาสตร์น้อยนั้น เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะต่อยอดเป็นการเรียนรู้แบบ STEM ในระดับประถมต่อไป ซึ่งตอนนี้ทาง เทศบาลกำลังขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจัง
นอกจากนี้ ผอ.ดารุณี เดชยศดี ท่านกำลังใช้กระบวนวิธีต่างๆ ที่จะทำให้ชุมชนได้เห็นผลงาน และใช้การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการเรียนการสอน ทั้งเพื่อร่วมพัฒนาและเพื่อประชาสัมพันธ์ผลงานของโรงเรียนและเทศบาลให้ได้รับรู้ ... ผมเชื่อว่า หากทำอย่างต่อเนื่อง จำนวนนักเรียนจะเพิ่มขึ้นแน่นอนครับ ....
มรรคผลของความอดทนต่อเนื่องยาวนาน
หลังจากการเยี่ยมชม เรื่องที่ผมประทับใจที่สุดคือ พฤติกรรมนักเรียนที่เราใช้คำว่า "นิ่ง" หรือผมขอขยายต่อย่อนิดหนึ่งว่า "นิ่ง นั่ง ตั้งใจเรียน" นั่นคือ "นิ่ง" หมายถึง การมีสมาธิในการร่วมทำกิจกรรมการทดลอง นั่งอยู่กับที่แม้ไม่มีกิจกรรมใด รู้จักฟังครูพูด พูดเมื่อครูถาม และถามเมื่อสงสัย ซึ่งภาษาที่เราใช้กันทั่วไปก็คือ "ตั้งใจเรียน" นั่นเอง
จากการสังเกต ผมที่ครูแทบจะไม่ต้องใช้กลยุทธ "หยุดเด็ก" หรือ "รวมเด็ก" ใดๆ เลย ไม่มีคำปราม ห้าม หรือขู่ใดๆ จากครู และจำนวนของนักเรียนที่ "นิ่ง" ไม่ใช่เพียง "ส่วนใหญ่" แต่ต้องบอกว่า ไม่มีนักเรียนคนใดตีรวนกวนเพื่อนคนอื่นเลย เว้นแต่เด็กเล็กเตรียมอนุบาล ซึ่งก็เป็นงานหลักของครูอยู่แล้วที่ต้องพัฒนาให้นักเรียน "นิ่ง" ต่อไป
จากการสอบถาม รอง ผอ. และครู ผมตีความว่า พฤติกรรมของนักเรียนที่เล่ามานี้ เป็นมรรคเป็นผลของการเอาใจใส่พัฒนานักเรียนชั้นปฐมวัยอย่างต่อเนื่องเป็นปี เป็นผลจากความอดทนต่อเนื่องยาวนาน ถือเป็น BP (Best Practice) ที่สำคัญของโรงเรียนเทศบาล ซึ่งควรมีการ "ถอดบทเรียน" เอาเคล็ดวีธีที่ดีมาเผยแพร่ เช่น (ทราบว่า) ทุกๆ สัปดาห์ อย่างน้อยต้องมี ๓ การทดลอง และ ทุกครั้งครูจะมาแลกเปลี่ยนถอดบทเรียนกันหลังกิจกรรม เป็นต้น
ลักษณะของการทดลองในโครงการบ้านวิทยาศาสตร์น้อย
ข้อ ดีประการหนึ่งของการเยี่ยมกันแบบกัลยาณมิตรใน PLC คือ เหตุการ์ที่ "เราเห็น" กับเหตุการณ์ที่ "เราเป็น" นั้นเหมือนกัน ไม่มีการเตรียมรับการประเมินที่เกินจริง ตัวอย่างเช่น การนำกิจกรรมสิ่งประดิษฐ์มาทำในวันเยี่ยมวิทยาศาสตร์น้อย งานคหกรรม การทำอาหาร (ไอศครีม) หรือกิจกรรม "วิทยาศาสตร์โชว์" ที่ครูมุกดานำมาสอนที่โรงเรียนเทศบาลบ้านค้อ เป็นต้น
ใน ครั้งนี้ กิจกรรมบ้านวิทยาศาตร์น้อยของโรงเรียนเทศบาลบ้านค้อก็คล้ายกับโรงเรียนอื่น ได้แก่ สีเต้นระบำ ความลับของสีดำ แต่จะมีกิจกรรมนำประดิษฐ์ ตุ๊กตาล้มลุกจากเปลือกไข่ไก่ กิจกรรมทดลองเชิงสาธิตแบบวิทยาศาสตร์โชว์ (Science Shows) เรื่อง ลูกโป่งมหัศจรรย์ และกิจกรรมทำอาหาร (ไอศครีม)
เริ่ม จะเป็นโจทย์ใหม่ว่า ทำไมครูจึงนำกิจกรรมที่ไม่อยู่ใน "กล่องบ้านวิทยาศาสตร์น้อย" มาทำกัน ผมตั้งสมมติฐานไว้ ๒ ประการ คือ ๑) ครูทำ "กิจกรรมในกล่อง" ที่รู้จักและทำได้หมดครบถ้วนแล้ว และ ๒) ครูไม่ได้เปิดกล่องศึกษาเพิ่มเติมด้วยตนเอง และ ๓) ครูไม่มีอุปกรณ์ที่จะทำกิจกรรมในกล่อง .... คงต้องให้ผู้อำนวยการและเพื่อนครูช่วยสะท้อนให้รู้ว่า คำตอบคือข้อใด
แต่เบื้องต้นจากการสังเกตพบว่า ครูมุกดา มีการวางแผนและจัดการเกี่ยวกับการทดลองบ้านวิทย์ฯ ไว้อย่างเป็นระบบ ดังภาพด้านล่าง
สะท้อนว่า โรงเรียนได้ทำการทดลองบ้านวิทยาศาสตร์น้อยอย่างต่อเนื่อง เป็นระบบ ซึ่งต่อไปจะสามารถพัฒนาเป็น "หลักสูตร" ของปฐมวัยของโรงเรียนหรือของเทศบาลเมืองฯ ต่อไป ...แสดงว่าสมมติฐานข้อ ๑) เป็นจริงครับ
ตัวอย่าง PLC "ชุมชนครู" ที่มี "การเรียนรู้" ร่วมกัน
ผมสังเกตว่า การแลกเปลี่ยนเรียนรู้หลังจากเยี่ยมชมกิจกรรมการทดลองของโรงเรียนเทศบาล เป็น PLc มากขึ้น ผ่อนคลายมากขึ้น คุณครูมีการตีความ สะท้อนผลการสังเกต มีการชื่นชมจุดเด่นของกันและกันมากขึ้น และที่สำคัญคือ มีความตั้งใจที่จะนำเอาสิ่งที่ได้มาเห็นมาเรียนรู้ ไปปรับใช้ในโรงเรียนของตนเอง
เช่น สิ่งที่ครูสะท้อนว่า จะนำไปใช้ในการสอนของตนเอง คือ ตัวกิจกรรม "ลูกโป่งมหัศจรรย์" และ "ถุงพลาสติกมหัศจรรย์" (เสียดายที่ผมไม่ได้ถ่ายภาพวันนั้นมา เพราะต้องไปให้ครบทุกห้อง เลยต้องขอใช้ภาพจากอินเตอร์เน็ตนะครับ จากเว็บไซต์ "วิทย์พ่อโก้" http://witpoko.com/?p=41 ที่กำลังดังครับ) ที่ครูหลายท่านบอกว่า จะลองเอาไปใช้ดู ... หากครูเข้าไปศึกษาจากเว็บไซต์ "วิทย์พ่อโก้" แล้วนำมาทดลองใช้ จะทำให้การทดลองในโรงเรียนหลากหลายขึ้นเยอะเลยครับ
อีกประเด็นคือ ครูเห็นว่า กิจกรรมการจัดการเรียนการสอนบ้านวิทยาศาสตร์น้อยนั้น เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะต่อยอดเป็นการเรียนรู้แบบ STEM ในระดับประถมต่อไป ซึ่งตอนนี้ทาง เทศบาลกำลังขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจัง
นอกจากนี้ ผอ.ดารุณี เดชยศดี ท่านกำลังใช้กระบวนวิธีต่างๆ ที่จะทำให้ชุมชนได้เห็นผลงาน และใช้การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการเรียนการสอน ทั้งเพื่อร่วมพัฒนาและเพื่อประชาสัมพันธ์ผลงานของโรงเรียนและเทศบาลให้ได้รับรู้ ... ผมเชื่อว่า หากทำอย่างต่อเนื่อง จำนวนนักเรียนจะเพิ่มขึ้นแน่นอนครับ ....
ผมทราบว่า ทางโรงเรียนเทศบาลบ้านค้อ กำลังขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ขอสนับสนุนเต็มที่ครับ เพราะหากทำได้อย่างถูกวิธี PLC ทุกอย่างที่เรากล่าวมา จะมารวมกันลงตรง "รอยเท้าช้าง" ก็คือ อุปนิสัย "พอเพียง" ของเด็กๆ นั่นเองครับ
วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2559
ขับเคลื่อน PLC เทศบาลเมืองมหาสารคาม _๔๑ : PLC เทศบาลบ้านวิทย์น้อย ร.ร. เทศบาลสามัคคีวิทยา
วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ CADL เข้าพื้นที่โรงเรียนเทศบาลสามัคคี ไปร่วมวง PLC เทศบาลบ้านวิทย์น้อย กับคณะครูระดับปฐมวัยจากทั้ง ๗ โรงเรียนในสังกัดเทศบาลเมืองมหาสารคาม เยี่ยมชมการทำการทดลองบ้านวิทยาศาสตร์น้อย ของโรงเรียนเทศบาลสามัคคี ครั้งนี้พิเศษตรงที่ ผมได้เชิญ ผศ.ดร.อุฤทธิ์ เจริญอินทร์ นักฟิสิกส์รุ่นใหม่ไฟแรง ไปคุยกับครูและเด็กปฐมวัย เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กๆ และอยากฟังความเห็นของนักวิทยาศาสตร์ตัวจริง เกี่ยวกับกระบวนการปลูกฝังจิตวิทยาศาสตร์ที่เรากำลังขับเคลื่อน
กิจกรรมการทดลองบ้านวิทยาศาสตร์น้อยของโรงเรียนเทศบาลสามัคคี ใช้วีธีจำลองเป็นเหมือน "ฐานการเรียนรู้" ขึ้นในแต่ละห้องเรียน แล้วให้นักเรียน แล้วให้นักเรียนเวียนเข้าไปทำการทดลอง ซึ่งจัดกระบวนการแบบเต็มวัน ในวันถัดมา (๒๘ พ.ย. ๕๙) ... เสียดาย ที่ผมไม่อาจไปร่วมงานได้ ...
การเยี่ยมการทดลองที่บ้านวิทยาศาสตร์น้อย ที่โรงเรียนเทศบาลสามัคคี มีประเด็นใหม่ ที่ควรนำมาบันทึกไว้ให้นำไปพิจารณา ๒ ประเด็น ได้แก่ ๑) บทบาทของครูกัลยาณมิตรผู้มาเยี่ยม และ ๒) กิจกรรมนั้นเป็นงานประดิษฐ์หรือเป็นการทดลองบ้านวิทยาศาสตร์น้อย
บทบาทของเพื่อนครูผู้มาเยือน
บทบาทของผู้มาเยือนที่คุ้นเคยหรือเคยเห็นกันทั่วไป คือ การเข้าไปสังเกตการณ์การสอนแบบที่ผู้เชี่ยวชาญเข้าไปนิเทศเพื่อนครูหรือ เหมือนที่ครูเข้าไปนิเทศนิสิตฝึกสอน ลักษณะการนิเทศแบบนี้ ครูจะจัดโต๊ะเก้าอี้เตรียมให้ผู้มาเยี่ยมเข้าไปนั่งสังเกตและประเมินด้วยเครื่องมือนิเทศต่างๆ
อีกบทบาทหนึ่ง ผู้มาเยือนเป็นเหมือนเพื่อน เป็นกัลยาณมิตรร่วมสอน หรือเข้าไปนั่งสังเกตจดบันทึกสิ่งที่เห็นเพื่อสะท้อนให้ผู้สอนได้พิจารณาว่า บรรยายกาศหรือการตอบสนองของนักเรียนเป็นอย่างไร ซึ่งจะส่งผลให้การพัฒนาการเรียนรู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
บทบาทของ "ชุมชนเรียนรู้ครูเพื่อศิษย์" หรือที่เราเรียกว่า PLC ควรจะเป็นแบบอย่างหลัง คือ ครูผู้มาเยือน เข้าไปฟัง สังเกต และเรียนรู้จากครูผู้สอนเจ้าของห้องเรียน และสะท้อน (Reflection) หรือป้อนกลับ (Feedback) ข้อสังเกตหรือสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ให้ครูผู้สอนใช้ในการปรับปรุงการสอนต่อไป
ดังนั้น ในเบื้องต้น ครูผู้มาเยือน ควรจะมีบทบาทเป็นผู้สังเกต โดยไม่ต้องมีการประเมินตัดสินใดๆ แค่เพียงสังเกต บันทึก แลกเปลี่ยนด้วยความหวังดี เอาใจช่วย เชียร์ และเมื่อสังเกตพบว่า บรรยายกาศเป็นไปอย่างไม่เป็นธรรมชาติ เกร็ง เครียด ประหม่า เป็นเวลานาน ครูผู้มาเยือนควรจะเปลี่ยนบทบาทเป็นเพื่อนร่วมสอนทันที เพื่อแลกเปลี่ยนวิธีการที่ได้ผลของตนเองบ้าง และเมื่อบรรยายกาศดีขึ้น ค่อยคืนบทบาทให้ครู กลับมาเป็นผู้สังเกตตามเดิม
งานประดิษฐ์หรือการทดลองบ้านวิทย์น้อย
กิจกรรมฐานการเรียนรู้ที่ครูเทศบาลสามัคคีพาเด็กๆ ทำ ส่วนใหญ่ก็คล้ายกับการทอลองของโรงเรียนที่ผ่านมา เช่น ลูกข่างหลากสี ความลับของสีดำ สีเต้นระบำ การละลายของน้ำตาล ฯลฯ แต่มีฐานการเรียนรู้หนึ่งที่เป็นกิจกรรมทำ "ผีเสื้อ" โดยใช้สีน้ำจากหลอดไปประทับบนกระดาษ ก่อนจะพับ และจับตัดคลี่ให้กลายเป็นเหมือนผีเสื้อกำลังบิน ซึ่งกิจกรรมนี้ไม่มีในการทดลองของบ้านวิทยาศาสตร์น้อยที่แปลมาจากต้นฉบับที่เป็นภาษาเยอรมัน
คำถามนี้ กิจกรรมงานประดิษฐ์ งานศิลปะ หรืองานคหกรรม สามารถนำมาทำเป็นกิจกรรมส่งเสริมหรือปลูกฝังจิตวิทยาศาสตร์ เหมือนการทดลองของโครงการบ้านวิทย์น้อยได้หรือไม่
คำตอบ คือ ต้องพิจารณาว่า กิจกรรมนั้น ทำให้นักเรียนได้ฝึกทักษะทางวิทยาศาสตร์ตามกระบวนการ ๖ ขั้นตอนที่เรากล่าวถึงหรือไม่ มีการ
กิจกรรมการทดลองบ้านวิทยาศาสตร์น้อยของโรงเรียนเทศบาลสามัคคี ใช้วีธีจำลองเป็นเหมือน "ฐานการเรียนรู้" ขึ้นในแต่ละห้องเรียน แล้วให้นักเรียน แล้วให้นักเรียนเวียนเข้าไปทำการทดลอง ซึ่งจัดกระบวนการแบบเต็มวัน ในวันถัดมา (๒๘ พ.ย. ๕๙) ... เสียดาย ที่ผมไม่อาจไปร่วมงานได้ ...
การเยี่ยมการทดลองที่บ้านวิทยาศาสตร์น้อย ที่โรงเรียนเทศบาลสามัคคี มีประเด็นใหม่ ที่ควรนำมาบันทึกไว้ให้นำไปพิจารณา ๒ ประเด็น ได้แก่ ๑) บทบาทของครูกัลยาณมิตรผู้มาเยี่ยม และ ๒) กิจกรรมนั้นเป็นงานประดิษฐ์หรือเป็นการทดลองบ้านวิทยาศาสตร์น้อย
บทบาทของเพื่อนครูผู้มาเยือน
บทบาทของผู้มาเยือนที่คุ้นเคยหรือเคยเห็นกันทั่วไป คือ การเข้าไปสังเกตการณ์การสอนแบบที่ผู้เชี่ยวชาญเข้าไปนิเทศเพื่อนครูหรือ เหมือนที่ครูเข้าไปนิเทศนิสิตฝึกสอน ลักษณะการนิเทศแบบนี้ ครูจะจัดโต๊ะเก้าอี้เตรียมให้ผู้มาเยี่ยมเข้าไปนั่งสังเกตและประเมินด้วยเครื่องมือนิเทศต่างๆ
อีกบทบาทหนึ่ง ผู้มาเยือนเป็นเหมือนเพื่อน เป็นกัลยาณมิตรร่วมสอน หรือเข้าไปนั่งสังเกตจดบันทึกสิ่งที่เห็นเพื่อสะท้อนให้ผู้สอนได้พิจารณาว่า บรรยายกาศหรือการตอบสนองของนักเรียนเป็นอย่างไร ซึ่งจะส่งผลให้การพัฒนาการเรียนรู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
บทบาทของ "ชุมชนเรียนรู้ครูเพื่อศิษย์" หรือที่เราเรียกว่า PLC ควรจะเป็นแบบอย่างหลัง คือ ครูผู้มาเยือน เข้าไปฟัง สังเกต และเรียนรู้จากครูผู้สอนเจ้าของห้องเรียน และสะท้อน (Reflection) หรือป้อนกลับ (Feedback) ข้อสังเกตหรือสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ให้ครูผู้สอนใช้ในการปรับปรุงการสอนต่อไป
ดังนั้น ในเบื้องต้น ครูผู้มาเยือน ควรจะมีบทบาทเป็นผู้สังเกต โดยไม่ต้องมีการประเมินตัดสินใดๆ แค่เพียงสังเกต บันทึก แลกเปลี่ยนด้วยความหวังดี เอาใจช่วย เชียร์ และเมื่อสังเกตพบว่า บรรยายกาศเป็นไปอย่างไม่เป็นธรรมชาติ เกร็ง เครียด ประหม่า เป็นเวลานาน ครูผู้มาเยือนควรจะเปลี่ยนบทบาทเป็นเพื่อนร่วมสอนทันที เพื่อแลกเปลี่ยนวิธีการที่ได้ผลของตนเองบ้าง และเมื่อบรรยายกาศดีขึ้น ค่อยคืนบทบาทให้ครู กลับมาเป็นผู้สังเกตตามเดิม
งานประดิษฐ์หรือการทดลองบ้านวิทย์น้อย
กิจกรรมฐานการเรียนรู้ที่ครูเทศบาลสามัคคีพาเด็กๆ ทำ ส่วนใหญ่ก็คล้ายกับการทอลองของโรงเรียนที่ผ่านมา เช่น ลูกข่างหลากสี ความลับของสีดำ สีเต้นระบำ การละลายของน้ำตาล ฯลฯ แต่มีฐานการเรียนรู้หนึ่งที่เป็นกิจกรรมทำ "ผีเสื้อ" โดยใช้สีน้ำจากหลอดไปประทับบนกระดาษ ก่อนจะพับ และจับตัดคลี่ให้กลายเป็นเหมือนผีเสื้อกำลังบิน ซึ่งกิจกรรมนี้ไม่มีในการทดลองของบ้านวิทยาศาสตร์น้อยที่แปลมาจากต้นฉบับที่เป็นภาษาเยอรมัน
คำถามนี้ กิจกรรมงานประดิษฐ์ งานศิลปะ หรืองานคหกรรม สามารถนำมาทำเป็นกิจกรรมส่งเสริมหรือปลูกฝังจิตวิทยาศาสตร์ เหมือนการทดลองของโครงการบ้านวิทย์น้อยได้หรือไม่
คำตอบ คือ ต้องพิจารณาว่า กิจกรรมนั้น ทำให้นักเรียนได้ฝึกทักษะทางวิทยาศาสตร์ตามกระบวนการ ๖ ขั้นตอนที่เรากล่าวถึงหรือไม่ มีการ
- ทำให้สงสัย
- ชวนให้คิดหาคำตอบ
- พาตรวจสอบคำตอบนั้น
- ให้แบ่งเปันอธิบาย
- ให้ระบายบันทึก
- ให้ฝึกสรุปผล
ขอบคุณ ผอ.พัชรี และคุณครูโรงเรียนสามัคคีทุกท่านครับ ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีเช่นเคยครับ
วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2558
ขับเคลื่อน PLC เทศบาลเมืองมหาสารคาม _๔๐ : PLC เทศบาลบ้านวิทย์น้อย บัญญัติ ๑๐ ประการแรก
วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๘ PLC เทศบาลบ้านวิทย์น้อย ในวง AAR หลังจากเข้าเยี่ยมชมการสอนของครูปฐมวัย ร.ร.เทศบาลบ้านส่องนางใย หลังจาก "เปิดห้องเรียน" การให้สะท้อน (Reflection) และ ป้อนกลับ (Feedback) เป็นการ "เปิดใจเรียน" ถือเป็นส่วนสำคัญที่สุดขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการ PLC
การสะท้อนป้อนกลับส่วนใหญ่ เป็นแบบ "วิพากษ์" คือ เป็นการชี้ให้เห็นส่วนที่ควรปรับปรุงพัฒนา ในสายตาของผู้เยี่ยมชมอย่างเป็นเหตุเป็นผล ... ผมรู้สึกว่า วิธีการให้ความเห็นแบบนี้ไม่ดีนัก ความรักและความเอาใจใส่ของครู ดูเหมือนได้รับความสำคัญน้อยไป
ผมสรุปประเด็นที่เราเห็นว่าเป็นแนวทางสำหรับการพัฒนาได้ ๑๑ ข้อ ขอเสนอเป็นบัญญัติ ๑๐ ประการ (รวบบางข้อที่เห็นเป็นประเด็นเดียวกัน) สำหรับการจัดการเรียนการสอนกิจกรรมบ้านวิทยาศาสตร์น้อย ดังนี้
๑) ให้กระบวนการ ตาม "วัฎจักรนักวิทย์น้อย"
จากการไปเยี่ยม ๓ โรงเรียน เราพบตรงกันว่า ครูส่วนใหญ่ยังห่วงเนื้อหา ต้องการอยากจะได้เด็กได้ความรู้ หรือสาระจากแต่ละการทดลอง จึงพยายามที่จะ ตั้งคำถามนำ บอกคำตอบ พยายามเฉลยคำตอบ หรือก็คือ ยังเน้นเนื้อหา
๒) เน้นนักเรียนรายบุคคล คือ ให้นักเรียนทุกคนได้ลงมือทดลองด้วยตนเอง
การทดลองในโครงการบ้านวิทย์น้อยส่วนใหญ่จะใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ราคาไม่แพง สามารถหาซื้อได้ในร้านเครื่องเขียน (ศึกษาพันธ์) ดังนั้นจึงน่าจะเป็นไปได้ที่เด็กๆ ทุกคนได้ลงมือทดลองด้วยตนเอง ได้ฝึกคิดฝึกทำด้วยตนเอง ... ในกรณีที่มีวัสดุไม่เพียงพอ ที่เด็กๆ ต้องร่วมกันทำ ครูน่าจะต้องรอและติดตามดูว่า เด็กทุกคนได้ทำ โดยเฉพาะเมื่อเวลาครูตั้งคำถาม ส่วนใหญ่จะมีเด็ก (เก่ง กล้า) ไม่กี่คนที่จะคอยตอบ ซึ่งจะมีเด็กส่วนหนึ่งที่อาจจะไม่ชอบ เพราะตอบไม่ได้หรือตอบไม่ทัน หรือไม่กล้าตอบ ....
๓) ฝึกทักษะการทำงานเป็นทีมหรือทำงานกลุ่ม
ทักษะนี้สำคัญมากๆ โดยเฉพาะเด็กที่จะต้องดำรงชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ ๒๑ การไปเยี่ยมห้องเรียนของทั้ง ๒ โรงเรียน พบว่า ครูจะใช้วิธีการบอกให้ทำตาม หรือให้เด็กตัดสินใจเองว่าใครจะทำอะไร โดยไม่ได้ใส่เงื่อนไขให้เด็กได้ฝึกทำงานร่วมกัน เช่น ให้แบ่งหน้าที่กัน ให้คุยกันว่าใครจะทำก่อนหลัง ฯลฯ
๔) เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ "ทำซ้ำ"
ระหว่างการเยี่ยมการสอน ผมสังเกตว่า เด็กหลายคนต้องการจะทำซ้ำ อยากทำใหม่ นั่นหมายถึง เกิดความสงสัย เปิดใจอยากรู้อยากเห็นเต็มที่ ถ้าเพียงครูจัดอุปกรณ์พร้อมไว้ ให้เด็กได้ทำซ้ำตามใจ ครูก็คอยตั้งคำถามให้การเรียนรู้ลุ่มลึกขึ้นเรื่อยๆ
๕) การเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติ
ทันทีที่ครูเกร็ง จะเกิดการเร่งเวลาด้วยการบอก ออกคำสั่ง ห่วงเรื่องความเรียบร้อย ต้องไม่เลอะ ไม่เปื้อน ฯลฯ ทำให้การเรียนไม่เป็นธรรมชาติ ธรรมชาติของเด็กคือ ได้ "เล่น" (Play) แต่เราอยากให้เด็ก "เรียน" (Learn) ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทรวาณิช (อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย) ท่านใช้คำว่า "เพลิน" (Plearn) สำหรับการ "เล่น+เรียน" .... มาเห็นครูปุ๊กพูดคำนี้ที่ ร.ร.เทศบาลโพธิ์ศรี ครับ
๖) ความปลอดภัย ... ไม่ต้องอธิบายครับ ครูปฐมวัยใส่เรื่องนี้ที่สุด
๗) ครูอาจจะสอนแบบ "ทำให้ดู" หรือเรียกว่าการสาธิต ในกรณีที่ไม่ซับซ้อนมาก หรืออาจสอนแบบ "พาทำ" สำหรับการทดลองที่ซับซ้อนมากขึ้น แต่ที่สำคัญคือ ครูต้อง "ให้ทำเอง" เสมอ ...
๘) ครูต้องมั่นใจ ...
๙) สังเกตว่า นักเรียนมีความสุข สนุกที่ได้เรียน
๑๐) เชื่อมโยงชีวิตจริง คือ เชื่อมโยงเรื่องที่เด็กๆ ได้เรียนรู้จากการทดลอง ไปสู่เหตุการณ์จริงๆ ในชีวิตของเด็กๆ
วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2558
ขับเคลื่อน PLC เทศบาลเมืองมหาสารคาม _๓๙ : PLC เทศบาลบ้านวิทย์น้อย ร.ร.เทศบาลบ้านส่องนางใย
วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๕๘ CADL ร่วมกับคณะครูระดับปฐมวัยจากโรงเรียนในสังกัดเทศบาลเมืองมหาสารคาม การเยี่ยมประเมินเชิงพัฒนาคราวนี้ เรามีเครื่องมือเสริม เพิ่มการมองวิธีการจัดกิจกรรมการสอน (อ่านที่นี่) โดยตั้งคำถามว่า ทักษะใดที่เด็กๆ ได้ฝึกฝนในแต่ละขั้นตอน ... ขอบคุณท่านผอ.สิทธิชัย สมศิลา รองผอ.วิลัดดา วงศ์ประดับแพร และคุณครูทุกท่านครับ ที่ให้การต้อนรับ และให้เกียรติทีมผู้เยี่ยมเยือนอย่างยิ่ง
ผมประทับใจกระบวนการเตรียมนักเรียนก่อนเข้าห้องเรียนของ ร.ร.เทศบาลบ้านส่องนางใย และเสนอว่าทุกโรงเรียนควรนำไปพิจารณาปรับใช้บ้าง ผมเห็นการฝึกระเบียบ วินัย บริหารฐานกาย และให้ความสำคัญกับการเตรียมฐานใจ ด้วยการให้ฟังเพลงผ่อนคลายและใช้การนั่นสมาธิ ...
การนิเทศคราวนี้ ผู้เยี่ยมแบ่งออกเป็นทั้งสิ้น ๘ ทีม สำหรับ ๘ ห้องเรียน ใช้เวลาตั้งแต่ ๘:๓๐ น. - ๑๐:๐๐ น. อยู่ดูจนครบกระบวนการทั้งหมด เพื่อที่จะได้เห็นความเป็นธรรมชาติของกระบวนการสอนปกติมากที่สุด ก่อนจะมารวมทำ AAR กันที่ห้องประชุมเวลา ๑๐:๐๐ น.เศษๆ เรา BAR (Before Action Review) กันว่า เด็กๆ สนุกและได้ฝึกทักษะวิทยาศาสตร์อย่างไรในโรงเรียนเทศบาลบ้านส่องนางใย
ข้อดีของวิธีการนิเทศแบบนี้ คือ มีเวลานานพอสำหรับการสังเกตการสอนจนครบกระบวนการ ทำให้ผู้สังเกตสามารถสะท้อนได้อย่างละเอียด ... เสียดายที่ตอนทำ AAR ผมไม่ได้เปิดโอกาสให้แต่ละทีมสะท้อนหรือป้อนกลับข้อสังเกตให้ผู้สอนมากนัก ... ผมเสนอว่า การเยี่ยมโรงเรียนถัดไป น่าจะกำหนดกระบวนการให้ แต่ละทีมสะท้อนป้อนกลับทันทีหลังการสังเกต ก่อนจะมาสรุปภาพรวมที่วง AAR อีกครั้งหนึ่ง
ผมเข้าสังเกตการสอนห้อง อนุบาล ๓/๒ ห้องของครูเพ็ญ และครูหนิง น้องนิสิตฝึกสอน (ขออภัยหากจำผิดนะครับ) การทดลองวันนี้คือ "ไข่ไดโนเสาร์" ผมไม่เคยเห็นการทำกิจกรรมนี้มาก่อน จึงพยายามนึกเชื่อมโยงว่า ครูเพ็ญต้องการจะสอนทักษะอะไรจากการทดลองเรื่องนี้ เมื่อรู้วิธีการทั้งหมด ซึ่งไม่ยากเลย จึงสงสัยกิจกรรมนี้จะง่ายเกินไปไหม สำหรับนักเรียนอนุบาล ๓ แต่พอได้สังเกตตลอดการทดลอง พบว่า ครูเพ็ญเน้นเรื่องการสอนการคิดวิเคราะห์เปรียบเทียบ และแนวคิดของโครงการทดลองได้น่าสนใจมากครับ
ผมตีความว่า ครูเพ็ญและครูหนิง จะฝึกให้นักเรียนคิดหาคำตอบ คำถามส่วนใหญ่ต้องการจะให้เด็กอธิบายว่า ทำไมไข่ต้มซึ่งปกติปอกออกจะสีขาว จะเป็นสีลายกลายเป็นไข่ไดโนเสาร์ไป การรีบเฉลยคำตอบ และการตั้งคำถามนำ ทำให้การสอนที่ต้องการเน้นกระบวนการคิดและอธิบายเหตุการณ์ กลายเป็นการสอนแบบเน้น "เนื้อหา" ไป
การทดลองนี้น่าจะเป็นการทดลอง ก่อนการเรียนรู้เรื่องไดโนเสาร์ โดยเฉพาะถ้ามีโครงการพาเด็กไปทัศนศึกษาที่ภูกุ้มข้าว และภูน้อย ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ (ถิ่นไดโนเสาร์) คือเป็นกิจกรรมนำเข้าสู่บทเรียน
สาระสำคัญของการทดลองนี้ ไม่ซับซ้อน เช่น คือสี รั่วเข้าไปตามรอยแตกของเปลือกไข่ ซึมเข้าไปย้อมไข่ให้เป็นสี ไข่จึงมีสีลายตามรอยแตกของเปลือกไข่ .... ผมเสนอว่า ครูน่าจะมองไปที่มุมมองเพื่อสอนว่า เปลือกไข่มีรูพรุนจะดีกว่า เพื่อสอนให้เด็กรู้จัก "การแพร่" ที่นำมาใช้ในการทำไข่เค็มและไข่เยี่ยวม้า...
อุปกรณ์ที่ต้องใช้คือ ไข่ต้มคนละฟอง ช้อนเอาไว้เคาะเปลือกไข่ สีผสมอาหารสีต่างๆ อ่างใส่น้ำไว้ล้างไม่ให้เปื้อนเกินไป ถุงพลาสติกใส และจานเอาไว้ใส่เปลือกไข่และสำหรับไข่ที่ปอกเปลือกออกแล้ว
วิธีการที่ผมเห็น อาจสรุปเป็น ดังนี้ครับ
อย่างไรก็ดี ผมสังเกตว่า เด็กๆ ก็ยังสนุกและมีความสุขกับการเรียนของครูเพ็ญ โดยเฉพาะการตั้งตารอว่า เมื่อไหร่ครูจะให้กินไข่เสียที หลายคนทนไม่ไหว แอบฝืนคำสั่งครูเดินไปหยิบเอาไข่ในจานด้านหลังครูเอาดื้อๆ
ส่วนที่ผมชอบที่สุด ในกระบวนการของครูเพ็ญและครูหนิงคือ ท่านพยายามออกแบบกิจกรรมการทดลองที่จะเป็นพื้นฐานของการทำ "โครงงาน" มีการกำหนดตัวแปร มีการเปรียบเทียบ และมีการทดลอง มีการสรุปผล ท่านนำไข่ต้มมาสองฟอง ฟองหนึ่งกระเทาะให้แตก ส่วนอีกฟองไม่ทำอะไร ทำการทดลองแบบไข่ไดโนเสาร์กับไข่ทั้งสองฟองไปพร้อมๆ กัน โดยแยกไว้ฟองละถุง ให้เด็กๆ ช่วยกันเดาคำตอบ แล้วพิสูจน์โดยการปอกให้ดู แล้วครูก็ตั้งคำถาม และสรุปการทดลอง
ในวงสนทนา AAR สะท้อนป้อนกลับ ผมให้ความเห็นเชิงวิพากษ์กับการสอนเรื่องไข่ไดโนเสาร์ในห้อง อนุบาล ๓/๒ ๓ ประเด็น ดังนี้
๑) ไม่รีบเฉลย ทิ้งเวลาให้เด็กได้คิด และเรียนรู้ด้วยตนเอง หลังจากตั้งคำถามอย่างชัดเจน
๒) การให้นั่งแยกทำงานเดี่ยว และนั่งรวมทำงานกลุ่ม อาจช่วยคุมสมาธิเด็กได้ง่ายขึ้น คือ ถ้าให้ทำงานเดี่ยว เช่น ปอกเปลือกไข่คนละฟอง ก็ให้แยกนั่งกระจายอยู่คนเดียว ถ้าจัดให้นั่งเป็นกลุ่ม ก็ต้องมีกิจกรรมให้ฝึกทำงานเป็นทีมด้วย เช่น ให้วาดรูปร่วมกัน แล้วส่งตัวแทนอธิบาย เป็นต้น
๓) หยิบเอาเหตุการณ์ในห้อง มาเชื่อมโยงเข้ากับเรื่องที่สอน คือ เมื่อเด็กพูดประโยคที่แสดงถึงความสงสัย ก็ให้ตั้งคำถามต่อเนื่องให้เข้ากับเรื่องที่กำลังเรียนอยู่ เช่น มีเด็กคนหนึ่งพูดเกี่ยวกับ "ไก่ตี" (ไก่ชน) คงเพราะผู้ปกครองสนใจ และคงเชื่อมโยงกับไข่ไก่ที่ครูเอามาให้เล่นวันนี้ เพื่อนอีกคนพอได้ยิน เพื่อนอีกคน พูดติดตลกว่า "เป็ดตีมีไหม?" ... กรณีแบบนี้ ครูอาจจะเปิดโอกาสให้คนแรกได้เล่าเรื่องไก่ชนที่บ้านให้ฟัง ฝึกการอธิบายและเล่าเรื่อง และอาจตั้งคำถามกับคนหลังว่า ถ้าเราไปทำการทดลองนี้กับไข่เป็ด จะเป็นอย่างไร .... เป็นต้น
ผมก็คิดไปครับ... เพียงแต่ยึดหลักว่า ให้เด็กๆ ได้ฝึกอธิบายจากการสังเกต กรณีที่ไม่มีใครอธิบายเลย หรือเพียงตอบเป็นคำสั้นๆ น่าจะเป็นเพราะยังไม่มั่นใจ วิธีที่ได้ผลคือ ให้อธิบายหรือเล่าเรื่องเกี่ยวกับความรู้เดิมที่นักเรียนรู้ดีก่อน ในกรณีข้างต้นก็คือ เรื่องไก่ เป็นต้น ครับ
ภาพสุดท้ายประทับใจเด็กๆ ห้องครูติ๋วครับ น่ารักมาก .... มีความสุขครับ ...
บันทึกต่อไปค่อยมาว่าเรื่อง AAR ภาพรวมครับ ...
ผมประทับใจกระบวนการเตรียมนักเรียนก่อนเข้าห้องเรียนของ ร.ร.เทศบาลบ้านส่องนางใย และเสนอว่าทุกโรงเรียนควรนำไปพิจารณาปรับใช้บ้าง ผมเห็นการฝึกระเบียบ วินัย บริหารฐานกาย และให้ความสำคัญกับการเตรียมฐานใจ ด้วยการให้ฟังเพลงผ่อนคลายและใช้การนั่นสมาธิ ...
การนิเทศคราวนี้ ผู้เยี่ยมแบ่งออกเป็นทั้งสิ้น ๘ ทีม สำหรับ ๘ ห้องเรียน ใช้เวลาตั้งแต่ ๘:๓๐ น. - ๑๐:๐๐ น. อยู่ดูจนครบกระบวนการทั้งหมด เพื่อที่จะได้เห็นความเป็นธรรมชาติของกระบวนการสอนปกติมากที่สุด ก่อนจะมารวมทำ AAR กันที่ห้องประชุมเวลา ๑๐:๐๐ น.เศษๆ เรา BAR (Before Action Review) กันว่า เด็กๆ สนุกและได้ฝึกทักษะวิทยาศาสตร์อย่างไรในโรงเรียนเทศบาลบ้านส่องนางใย
ข้อดีของวิธีการนิเทศแบบนี้ คือ มีเวลานานพอสำหรับการสังเกตการสอนจนครบกระบวนการ ทำให้ผู้สังเกตสามารถสะท้อนได้อย่างละเอียด ... เสียดายที่ตอนทำ AAR ผมไม่ได้เปิดโอกาสให้แต่ละทีมสะท้อนหรือป้อนกลับข้อสังเกตให้ผู้สอนมากนัก ... ผมเสนอว่า การเยี่ยมโรงเรียนถัดไป น่าจะกำหนดกระบวนการให้ แต่ละทีมสะท้อนป้อนกลับทันทีหลังการสังเกต ก่อนจะมาสรุปภาพรวมที่วง AAR อีกครั้งหนึ่ง
ผมเข้าสังเกตการสอนห้อง อนุบาล ๓/๒ ห้องของครูเพ็ญ และครูหนิง น้องนิสิตฝึกสอน (ขออภัยหากจำผิดนะครับ) การทดลองวันนี้คือ "ไข่ไดโนเสาร์" ผมไม่เคยเห็นการทำกิจกรรมนี้มาก่อน จึงพยายามนึกเชื่อมโยงว่า ครูเพ็ญต้องการจะสอนทักษะอะไรจากการทดลองเรื่องนี้ เมื่อรู้วิธีการทั้งหมด ซึ่งไม่ยากเลย จึงสงสัยกิจกรรมนี้จะง่ายเกินไปไหม สำหรับนักเรียนอนุบาล ๓ แต่พอได้สังเกตตลอดการทดลอง พบว่า ครูเพ็ญเน้นเรื่องการสอนการคิดวิเคราะห์เปรียบเทียบ และแนวคิดของโครงการทดลองได้น่าสนใจมากครับ
ผมตีความว่า ครูเพ็ญและครูหนิง จะฝึกให้นักเรียนคิดหาคำตอบ คำถามส่วนใหญ่ต้องการจะให้เด็กอธิบายว่า ทำไมไข่ต้มซึ่งปกติปอกออกจะสีขาว จะเป็นสีลายกลายเป็นไข่ไดโนเสาร์ไป การรีบเฉลยคำตอบ และการตั้งคำถามนำ ทำให้การสอนที่ต้องการเน้นกระบวนการคิดและอธิบายเหตุการณ์ กลายเป็นการสอนแบบเน้น "เนื้อหา" ไป
การทดลองนี้น่าจะเป็นการทดลอง ก่อนการเรียนรู้เรื่องไดโนเสาร์ โดยเฉพาะถ้ามีโครงการพาเด็กไปทัศนศึกษาที่ภูกุ้มข้าว และภูน้อย ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ (ถิ่นไดโนเสาร์) คือเป็นกิจกรรมนำเข้าสู่บทเรียน
สาระสำคัญของการทดลองนี้ ไม่ซับซ้อน เช่น คือสี รั่วเข้าไปตามรอยแตกของเปลือกไข่ ซึมเข้าไปย้อมไข่ให้เป็นสี ไข่จึงมีสีลายตามรอยแตกของเปลือกไข่ .... ผมเสนอว่า ครูน่าจะมองไปที่มุมมองเพื่อสอนว่า เปลือกไข่มีรูพรุนจะดีกว่า เพื่อสอนให้เด็กรู้จัก "การแพร่" ที่นำมาใช้ในการทำไข่เค็มและไข่เยี่ยวม้า...
อุปกรณ์ที่ต้องใช้คือ ไข่ต้มคนละฟอง ช้อนเอาไว้เคาะเปลือกไข่ สีผสมอาหารสีต่างๆ อ่างใส่น้ำไว้ล้างไม่ให้เปื้อนเกินไป ถุงพลาสติกใส และจานเอาไว้ใส่เปลือกไข่และสำหรับไข่ที่ปอกเปลือกออกแล้ว
วิธีการที่ผมเห็น อาจสรุปเป็น ดังนี้ครับ
- เอาช้อนเคาะเปลือกไข่ต้มให้แตกทั่วฟอง
- เอาไข่ใส่ในถุงพลาสติกใส แล้วตักน้ำสีผสมอาหารใส่ประมาณ ๒ ช้อน ปิดปากถุง แล้วพลิกขย้ำไปมา ย้อมสีไข่ให้ทั่วฟอง ทิ้งไว้ ๕ นาที
- เอาไข่ออกมาล้าง แล้วแกะเปลือกไข่ออก เท่านี้ก็จะได้ไข่ต้มมีลาย คล้ายๆ ไข่ไดโนเสาร์
อย่างไรก็ดี ผมสังเกตว่า เด็กๆ ก็ยังสนุกและมีความสุขกับการเรียนของครูเพ็ญ โดยเฉพาะการตั้งตารอว่า เมื่อไหร่ครูจะให้กินไข่เสียที หลายคนทนไม่ไหว แอบฝืนคำสั่งครูเดินไปหยิบเอาไข่ในจานด้านหลังครูเอาดื้อๆ
ส่วนที่ผมชอบที่สุด ในกระบวนการของครูเพ็ญและครูหนิงคือ ท่านพยายามออกแบบกิจกรรมการทดลองที่จะเป็นพื้นฐานของการทำ "โครงงาน" มีการกำหนดตัวแปร มีการเปรียบเทียบ และมีการทดลอง มีการสรุปผล ท่านนำไข่ต้มมาสองฟอง ฟองหนึ่งกระเทาะให้แตก ส่วนอีกฟองไม่ทำอะไร ทำการทดลองแบบไข่ไดโนเสาร์กับไข่ทั้งสองฟองไปพร้อมๆ กัน โดยแยกไว้ฟองละถุง ให้เด็กๆ ช่วยกันเดาคำตอบ แล้วพิสูจน์โดยการปอกให้ดู แล้วครูก็ตั้งคำถาม และสรุปการทดลอง
ในวงสนทนา AAR สะท้อนป้อนกลับ ผมให้ความเห็นเชิงวิพากษ์กับการสอนเรื่องไข่ไดโนเสาร์ในห้อง อนุบาล ๓/๒ ๓ ประเด็น ดังนี้
๑) ไม่รีบเฉลย ทิ้งเวลาให้เด็กได้คิด และเรียนรู้ด้วยตนเอง หลังจากตั้งคำถามอย่างชัดเจน
๒) การให้นั่งแยกทำงานเดี่ยว และนั่งรวมทำงานกลุ่ม อาจช่วยคุมสมาธิเด็กได้ง่ายขึ้น คือ ถ้าให้ทำงานเดี่ยว เช่น ปอกเปลือกไข่คนละฟอง ก็ให้แยกนั่งกระจายอยู่คนเดียว ถ้าจัดให้นั่งเป็นกลุ่ม ก็ต้องมีกิจกรรมให้ฝึกทำงานเป็นทีมด้วย เช่น ให้วาดรูปร่วมกัน แล้วส่งตัวแทนอธิบาย เป็นต้น
๓) หยิบเอาเหตุการณ์ในห้อง มาเชื่อมโยงเข้ากับเรื่องที่สอน คือ เมื่อเด็กพูดประโยคที่แสดงถึงความสงสัย ก็ให้ตั้งคำถามต่อเนื่องให้เข้ากับเรื่องที่กำลังเรียนอยู่ เช่น มีเด็กคนหนึ่งพูดเกี่ยวกับ "ไก่ตี" (ไก่ชน) คงเพราะผู้ปกครองสนใจ และคงเชื่อมโยงกับไข่ไก่ที่ครูเอามาให้เล่นวันนี้ เพื่อนอีกคนพอได้ยิน เพื่อนอีกคน พูดติดตลกว่า "เป็ดตีมีไหม?" ... กรณีแบบนี้ ครูอาจจะเปิดโอกาสให้คนแรกได้เล่าเรื่องไก่ชนที่บ้านให้ฟัง ฝึกการอธิบายและเล่าเรื่อง และอาจตั้งคำถามกับคนหลังว่า ถ้าเราไปทำการทดลองนี้กับไข่เป็ด จะเป็นอย่างไร .... เป็นต้น
ผมก็คิดไปครับ... เพียงแต่ยึดหลักว่า ให้เด็กๆ ได้ฝึกอธิบายจากการสังเกต กรณีที่ไม่มีใครอธิบายเลย หรือเพียงตอบเป็นคำสั้นๆ น่าจะเป็นเพราะยังไม่มั่นใจ วิธีที่ได้ผลคือ ให้อธิบายหรือเล่าเรื่องเกี่ยวกับความรู้เดิมที่นักเรียนรู้ดีก่อน ในกรณีข้างต้นก็คือ เรื่องไก่ เป็นต้น ครับ
บันทึกต่อไปค่อยมาว่าเรื่อง AAR ภาพรวมครับ ...
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)











