วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ขับเคลื่อน PLC เทศบาลเมืองมหาสารคาม _๐๑ : เข้าพบผู้อำนวยการโรงเรียน_โรงเรียนศรีสวัสดิ์วิทยา

วันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๗ ทีมขับเคลื่อน PLC มหาสารคาม เดินทางไปขอเข้าพบผู้อำนวยการโรงเรียนศรีสวัสดิ์วิทยา ๑ ใน ๗ โรงเรียนเป้าหมายในการขับเคลื่อน PLC เพื่อการศึกษา ที่สังกัดกองการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เทศบาลเมืองมหาสารคาม ที่ทีม CADL "วางเป้า" ว่าจะเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายหลักในปี ๒๕๕๗ นี้

การเข้าพบผู้อำนวยการโรงเรียนทั้ง ๗ โรงเรียน มีวัตถุประสงค์ หลายประการ ทั้งเป็น "วิชาการ" และ "ชาวบ้าน" ทั้งแบบ "ทางการ" และแบบ "พลการ" การเข้าพบท่าน ดร.สมปอง มาตย์แท่น ผู้อำนวยการโรงเรียน จึงทำให้ท่าน "ตกใจ" เล็กน้อยว่า "เอ๊ะ..ใครมา ... มาถึงก็ลงมาถ่ายรูป ใหญ่เลย..." เป็นส่วนหนึ่งของประโยคที่ท่านเฉลยให้ฟัง หลังจากคุยกันจนเข้าใจ...ต่อไปนี้เป็นข้อมูล และข้อค้นพบ หรือ ข้อสังเกต ที่ได้จากการสนทนากับท่านประมาณ ชั่วโมงเศษๆ

จับประเด็นที่ "เห็น" จากการ "ฟัง"

  • ปีที่ผ่านมาโรงเรียนมีนักเรียนประมาณ ๒๐๐ คน แต่ปีนี้ นักเรียนเพิ่มขึ้นจากเดิมเท่าตัวเป็นประมาณ ๔๐๐ คน เพราะผู้ปกครองเชื่อมั่นว่า ลูกของตนเองสามารถ "อ่านออก เขียนได้" เมื่อย้ายมาที่นี่ 
  • ดร.สมปอง มาตย์แท่น เป็น ผอ. ที่ย้ายมาใหม่ได้ประมาณ ๒ ปี ทันทีที่ท่านเข้ามา พบว่าปัญหาสำคัญคือการอ่านออกเขียนได้ของนักเรียน บางห้องที่มีนักเรียน ๒๗ คน มีเพียง ๗ คนที่ "ทำได้" แต่ที่เหลืออีก ๒๐ คน คงต้องฝึกฝนอีก  
  • ทางโรงเรียนมีศูนย์เพื่อพัฒนาเด็ก LD อยู่แล้ว ถ้ามีปัญหาก็จะส่งเข้าไปศูนย์ดังกล่าว ถ้าดีขึ้นก็ส่งกลับมาเรียนร่วมกับเพื่อนในห้องเรียน
  • มีการประชุม ประจำเดือน หรือมีพิเศษก็จะประชุมบ้าง ตอนนี้กำลังเร่งเรื่องอาเซียน จัดอบรมไปแล้ว...มาตอนเช้า ต้องมาค้นศัพท์ในชีวิตประจำวัน เช่น คำที่ต้องใช้ในโรงอาหาร ฯลฯ แล้วปริ๊นไปให้ครู
  • ด้านไอซีที ไม่มีปัญหา ฝึกอบรมแล้วเรียบร้อย และครูสามารถใช้ได้ ตอนนี้จะให้งานให้อะไรกัน จะสั่งกันทาง "ไลน์"  โดยเฉพาะเด็กและผู้ปกครอง (ข้างนอกโรงเรียน) กำลังเห่อ กำลังเก่ง
  • ท่านบอกว่า กำลังเน้นเรื่องการ "อ่านไม่ออก เขียนไม่คล่อง" กำลังจะยกเป็นอัตลักษณ์ของโรงเรียน ... เพราะตอนนี้ถือเป็นปัญหาระดับชาติ...โดยเน้นที่ปรับพื้นฐานของนักเรียนนี่แหละ "ทำซ้ำ ทำย้ำ ทำบ่อย" ทำเป็นกิจวัตรของเรา "ซ้ำ" หมายความว่า ทุกชั่วโมงก่อนสอน ๕ นาที และหลักเลิกเรียน รวมกลุ่มทุกวัน มีท่องสูตรคูณ เรียนรู้คำ เรียนรู้ประโยค ถ้าเป็นภาษาอังกฤษอาจจะเป็นเพลง ทำแบบนี้ได้ผลมาก ควบคุมหนักๆ อยู่ ๑ เทอม ... เราพิสูจน์แล้วว่า หลักสูตรปี '๐๓ ดีที่สุด... ถ้าเด็กท่องได้แล้ว อ่านได้แล้ว จะเกิดความคิด ความอ่าน ต่อยอดออกไปได้ จะ "แตก" ออกไป แต่ถ้าจำไม่ได้ว่ามีอะไรบ้าง จะเอาอะไรมาต่อ มาสะกด จะเอาอะไรมาผสมอะไร ... ความรู้ต้องติดไปในสมองก่อน  ต้องได้ตั้งแต่ต้นทาง...ท่านบอกว่า...ความจริงครูไม่ต้องทำอะไรนอกจากสอนให้ หนักเท่านั้นแหละ..ปากต่อปากไปเอง ทำมาแล้ว ๒ ปี เด็กเพิ่มขึ้น ๒๐๐ คน ปีนี้ (๒๕๕๗) ที่ย้ายเข้ามามากเป็นระดับประถมศึกษา ไม่ใช่ระบบระดับอนุบาล วิธีการคือเน้นให้ครูสอน ผู้ปกครองมาเมื่อไหร่จะเห็นครูสอนตลอด เยกิจกรรมเขียนตามคำบอก คิดเลขเร็ว ท่องสูตรคูณ ท่องบทอาขยาน ทำทุกชั้น 
  • ส่วนเรื่องระเบียบวินัยเป็นงาน "ลูทีน" เป็นงานปกติ ... งานอะไรที่เขาทำมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ เราไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติมหรอก...
  • ครูไม่อยากไปไหน เบื่อมาก ครูวิชาการแทบจะไม่ได้สอน อบรมบ่อย เมื่อถามว่า อยากพัฒนาครูด้านใด ท่านบอกว่า ถ้าเป็นไปได้อยากได้ "เทคนิคการสอนใหม่ๆ " 
  • เด็ก ที่อ่านไม่ออก จะไปโทษครูไม่ได้นะ เพราะครูก็สอนกันมาก สอนกันเหมือนเดิม เพราะหลักสูตรไม่ดี ผิดที่หลักสูตร และตอนนี้ผู้ปกครองส่วนใหญ่ก็ไม่สามารถช่วยสอนการบ้านได้ จึงเป็นปัญหาหลายด้าน
  • ท่านใช้วิธีแก้ไขแบบสไตล์ "นักปฏิบัติ" ทันที ด้วยรูปแบบการพัฒนาคล้ายบันได ๓ ขั้น ดังรูป 

ผมสังเคราะห์แผนผังขั้นตอนด้านบนจากเรื่องที่ท่านเล่าให้ฟัง แบบนักทำ ดังประโยคต่อไปนี้

  • ต้องศึกษาเด็กก่อน ผอ.จะไปดูว่ากลุ่มไหนเด็กเก่ง คัดกรองเด็กก่อน เมื่อรู้ว่าใครได้ไม่ได้ ก็เอานักเรียนที่ทำได้มาเป็น "หลัก" ย้ายมาปีแรก ไปสอนแทนเด็ก ป.๔ เด็ก ๒๗ คน อ่านออกอยู่ ๗ คน ...ทีแรกนำมาทำเองเลย ตอนพักเที่ยงและหลักเลิกเรียน เราทำให้ครูเห็นเป็นตัวอย่างก่อน 
  • เอา ๗ คน มาคุยว่า เขาต้องดูแลเพื่อน รับผิดชอบเพื่อน สอนเพื่อน แล้วแบ่งเด็กที่เหลือเป็น ๗ กลุ่ม โดยให้สมัครใจว่าใครจะไปอยู่กับใคร  
  • แรกๆ ครูเป็นคนหาให้ และสร้างหัวหน้าทีม หรือเด็กแกนนำก่อน ใช้วิธียกย่อง เชิดชู ให้เป็นฮีโร่ในกลุ่ม พบว่า นักเรียนแกนนำจะแข็งขันมาก เขาอยากจะให้เพื่อนได้ ผอ. จะอยู่แถวนั้น ไม่ไปไหนเลย คอยดู
  • เขาว่างตอนไหน แล้วแต่เขา ส่วนใหญ่ตายตัวคือ พักเที่ยง กับหลังเลิกเรียน ครูมอบงานให้ เมื่อทำเสร็จแล้ว ก็ให้ไปเล่นได้ 
  • ต่อไปก็ให้เขาคิดเอง หาหนังสือเอง เขาชอบแบบไหน หนังสืออะไร ตอนนั้นขอซื้อหนังสือเข้าห้องสมุด ๑ แสนบาท  แต่เราเป็นคนกำกับ เชียร์ เผลอไม่ได้ 
  • แรกๆ เราทั้งช่วยสอน ทั้งช่วยหา ต่อๆ มาก็ปล่อยให้เขาทำเอง คิดเอง 
  • สอนตั้งแต่ฟังไปเลย อ่านให้ฟัง พาอ่าน ฟังอ่าน
  • ผอ. จะเดิน... ปกติจะเดินวันละ ๔ ครั้ง สำคัญคือ "เราต้องเห็นเขาทำ" ถ้าเขาทำแล้วเราไปเห็น ก็จะเป็นกำลังใจอย่างยิ่ง  ต้องไปเวียนดู ตะโกนใส่ไป ..แต่ไม่ไปยืนกำกับนะ เพราะจะไม่เป็นอิสระ
  • ใหันักศึกษาฝึกงานช่วยรับผิดชอบเด็กไม่ต่ำกว่า ๕ คน 
  • เราต้องสร้างแหล่งเรียนรู้ให้เขาด้วย ซื้อหนังสือปีที่แล้ว ให้นักเรียนไปเลือก ให้นักเรียนเลือกมากองไว้ๆ แล้วก็ซื้อมา ตอนนี้กำลังสั่งวัสดุมาให้ครู
  • หาหนังสือง่ายๆ มาให้อ่าน หนังสืออนุบาล ๑ ป.๑ มาให้อ่าน ทำต่อเนื่องจนเป็นนิสัย ถึงเวลาก็จะวิ่งมา 
  • แต่สิ่งสำคัญคือ การชม สำคัญมาก และถามไถ่ เห็นหน้าเมื่อไหร่ ทักเรื่องนี้ .. ครูเหมือนกันนะ 
  • คนสอนเขาต้องการกำลังใจ คนเรียนก็ต้องการกำลังใจเหมือนกัน 
  • อะไรก็ตามที่ทำต่อเนื่องจะได้ผล ทำแบบประเมิน จัดฉาก สร้างภาพ ไม่ได้ผล
  • คนที่ทำ ต้องมีความตระหนักจริงๆ นะ ถึงจะทำได้ ... เรานี่ขาอ่อนเลยนะ มาเจอเด็กอ่านหนังสือไม่ออก ... ต้องรักเขาด้วยนะ ...พอเขารู้สึกว่าได้รับความอบอุ่น ก็จะทำตัวดีขึ้น
  • คนเป็นผู้บริหารต้องเหนื่อยหน่อยล่ะ ถ้าไม่เหนื่อยก็ไม่ประสบผลสำเร็จ...

ท่านเล่าให้ฟังด้วยว่า ตอนเรียนระดับปริญญาเอก ท่านทำวิจัยอยู่ ๓ เรื่อง โดยใช้ KM เป็นเครื่องมือ  ท่านใช้ทุนตนเองจัดอบรมครูเทศบาล ให้ระดมสมอง ท่านบอกว่า "...พอคอนเซ็ปออกมา หนักตัวไหน เอาตัวนั้น...จัดอบรม ๓ วัน วันที่ ๒ ได้เป็นแนว วันที่ ๓ จะได้แนวทางการแก้ปัญหา ... แบ่งครู เป็นกลุ่มๆ ตามกลุ่มสาระฯ แล้วตั้งคำถามว่า "ทำอย่างไร เด็กถึงจะอ่านออก เขียนได้" แล้วก็ให้ช่วยกันคิดรูปแบบการแก้ปัญหา แล้วนำมาบูรณาการกัน แล้วสร้างเป็นโมเดล เสร็จแล้วเราก็ทำคู่มือส่งโรงเรียน ...  ถ้าเราคิดแล้วโยนลงไปให้เขา เขาจะรู้สึกว่าถูกดูถูกเขา... จะไม่ค่อยยอมรับกัน ยอมรับยาก นอกจากจะเป็นส่วนที่เขาคิดเอง

สรุปว่า ผมเจอ ผอ. นักปฏิบัติ เข้าแล้วครับ .... คงต้องเล่าเรื่องของท่านให้ใครๆ ได้ฟังอีกต่อไป ...


























วันอังคารที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2557

PLC มหาสารคาม ประจำปี ๒๕๕๗ (๗)_ PBL ที่ดีครูควรมีบทบาทอย่างไร

เวที PLC มหาสารคาม ครั้งที่ ๒ ประจำปี ๒๕๕๗ ในวันที่ ๒๑-๒๒ เมษายน ที่ผ่านมา เราคุยกันเรื่องการจัดการเรียนรู้แบบ PBL ที่มี "รูปแบบ" "ไร้รูปแบบ" จนถึงขั้น "ริเริ่มรูปแบบ" (อ่านที่นี่) เพื่อขยายความเข้าใจว่า "อะไรคือ PBL" ที่ดี ที่สามารถทำให้นักเรียนมี "ทักษะในศตวรรษที่ ๒๑" อย่างแท้จริง จึงได้เขียนบันทึกเรื่อง "ต้น PBL" ไว้ก่อนแล้วที่นี่ บันทึกนี้ค้ดลอกมาบอกอีกครั้งหนึ่งครับ



หากเปรียบ PBL เหมือนต้นมะม่วง หน้าที่ของครูคือทำให้นักเรียน "ปลูกมะม่วงเป็น" แน่นอนว่า ครูต้อง "ปลูกเป็น" แต่ไม่จำเป็นจะต้องถึงขั้นชำนาญ เพราะในการปลูกมะม่วง หากเป็นคนใฝ่รู้ และน้อมนำหลัก ปศพพ.ด้านการศึกษา มาเป็นหลักคิด หลักปฏิบัติ ครูจะสนุกกับการเรียนรู้ไปพร้อมๆ นักเรียน และเป็นผู้ชำนาญการ การปลูกต้น PBL แน่นอน
เมื่อเป้าหมายของครูคือให้นักเรียน "ปลูกมะม่วงเป็น" ครูต้องไม่มองความสำเร็จของตนเพียงแค่ "มีต้นมะม่วง" หรือนักเรียน "ปลูกมะม่วงได้" ความสำเร็จของครูต้องดูจาก "ผลมะม่วง" ซึ่งเปรียบเป็น "ทักษะในศตวรรษที่ ๒๑" ที่เกิดกับนักเรียน นั่นคือ "นักเรียนปลูกมะม่วงเป็น" เพราะปลูกเป็นจึงเห็นผล ผลมะม่วงหรือทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ ในที่นี้ก็คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  (Learning Outcome) นั่นเอง
ดังที่เขียนไว้ในบันทึกที่แล้ว ว่า
  • PBL คือ "กระบวนการ" (Process) ไม่ใช่ "ผล"(Product) ดังนั้น ผลลัพธ์ของ PBL คือ "ความรู้และทักษะ" ไม่ใช่ "ผลผลิตหรือชิ้นงาน"
  • "การปลูกต้น PBL" เป็นวิธีการทำให้นักเรียนมีทักษะพื้นฐานเพียงพอต่อการเรียนรู้และดำรงชีวิตที่ดีได้ใน "ทักษะในศตวรรษที่ ๒๑" เป้าหมายของครู คือ การทำให้นักเรียนเป็น "ผู้ใฝ่เรียน" "การทำให้นักเรียนมี "ฉันทะ" และปลูก"ต้นมะม่วง"เป็น คือ เรียนรู้ด้วยตนเองได้ หรือก็คือ "พึ่งตนเองด้านการศึกษา" ได้นั่นเอง
  • "PBL" คือ เครื่องมือ สำหรับการเรียนรู้สำหรับทั้ง "ครูและนักเรียน" และทุกๆ คนในสังคม
  • ครูที่เอาแต่ "ปลูกให้ดู" นักเรียนย่อม "ไม่รู้ลึกว่าจะปลูกอย่างไร"
  • ครูที่เน้น "พาปลูก" อย่างเดียว มักจะหลงเลี้ยวออกจากเส้นทางความสำเร็จในการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ ให้กับนักเรียน เพราะมักหลงติดใน "ผลผลิต" ของตนเอง 
  • ครูต้องทำมาให้ถึงขั้น "ชวนให้ปลูก" และ "ชื่นชมผู้ปลูก" เหมือนที่เราชื่นชมลูกของเขาเวลาเขาประสบความสำเร็จ .... มุทิตาจิตคือจิตของครู
เราอาจแบ่งขั้นตอนการสอนบนฐานปัญหาเป็น ๓ ขั้นตอน ได้แก่
๑) สร้างแรงบันดาลใจ
๒) พาปลูก
๓) ให้ปลูกเอง
ขั้นสร้างแรงบันดาลใจ มีเป้าหมายคือทำให้เขา "อยากปลูก" คือทำให้เกิด "ฉันทะ" ซึ่งในทางปฏิบัติอาจทำโดยการโน้มนาม ชี้ให้เห็นความสำคัญ ทำให้เข้าใจถึงประโยชน์ หลักการที่สำคัญคือ ต้องทำให้ได้ "ฝึกคิด" เรียนรู้ทฤษฎีและทักษะที่จำเป็น เช่น การสืบค้น การวิเคราะห์ การอ่านจับใจความ วิธีปลูก เครื่องมือปลูก เพื่อให้เกิดความเข้าใจและเห็นคุณค่าในเบื้องต้น
ขั้น "พาปลูก" คือเป็นการเรียนรู้ที่เน้นการลงมือปฏิบัติ (Active Learning) มีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกทักษะย่อยๆ แต่ละอย่าง เช่น การเพาะเมล็ด การเตรียมดิน ฯลฯ แล้ว ฝึกนำทักษะย่อยๆ เหล่านั้นมาบูรณาการใช้เพื่อฝึกปลูกมะม่วง โดยครูอาจพาทำทีละขั้นตอน  ผลที่ได้คือ นักเรียนมีต้นมะม่วงของตนเอง ที่ปลูกด้วยตนเอง (แม้จะทำตามครู) หน้าที่ต่อไปคือดูแลให้ออกดอกออกผล หมายถึงฝึกฝนให้ชำนาญ นั่นเอง
ขั้น ให้ปลูกเองครูต้องเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ คิดเอง ทำเอง แก้ปัญหาเอง คือปล่อยให้มีโอกาสได้ทำทุกอย่างด้วยตนเอง ลองผิดลองถูกด้วยตนเอง บทบาทของครูคือ ชง ชวน เชียร์ ชม หรือช่วยในบางโอกาส
  • ชง คือ สร้างบรรยกาศให้เอื้อต่อการเรียนรู้แบบรู้จริง เช่น การกระตุ้นด้วยคำถาม หรือสร้างกิจกรรมหรือเวทีนำเสนอผลงาน ฯลฯ 
  • ชวน คือ แนะนำ หรือชวนให้ทำแบบอื่นๆ ที่นักเรียนอาจคิดคาดไม่ถึง เช่น อาจเล่าเรื่องความสำเร็จของผู้ประสบผลสำเร็จในชีวิตให้ฟัง ฯลฯ 
  • เชียร์ คือ เอาใจใส่ คอยซักถามความก้าวหน้า หาเวลามาอยู่กับนักเรียนอย่างต่อเนื่อง 
  • ชม คือ หัวใจสำคัญของความสุข ต้องชมอย่างจริงใจ หาจุดที่นักเรียนทำได้ดี ชื่นชมและกระตุ้นให้ขยายความสำเร็จนั้นๆ ออกไปอีก
  • ช่วย ในบางโอกาสครูอาจจำเป็นต้องช่วย เมื่อพิจาณาเห็นว่าเกิดกำลังความสามารถสติปัญญาของนักเรียน หรือแม้แต่ ปรามไม่ให้เกินเลยไปสำหรับอันใดที่จะทำให้พวกเขาเองและคนอื่นๆ เดือนร้อน
ภาพความสำเร็จจริงๆ ของการเรียนรู้แบบ PBL คือ ควมชอบ ความสนุกในการเรียน เมื่อใช้หลัก ปศพพ. ด้านการศึกษา จะทำให้ได้ "ปัญหาที่มีคุณค่า" ซึ่งจะนำมาซึ่งความภาคภูมิใจที่ได้ทำความดี และสิ่งนี้จะทำให้นักเรียนเป็นผู้มี "ความสุข" กับการเรียนในที่สุด

วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2557

PLC มหาสารคาม ประจำปี ๒๕๕๗ (๖)_ PBL ของครูตุ๋ม

ผมเคยเขียนเรื่องกระบวนการสอน ๖ ขั้นตอน ของครูศิริลักษณ์ ชมพูคำ (ครูตุ๋ม) ไว้ที่นี่ ในเวที PLC มหาสารคาม ประจำปีนี้ (๒๕๕๗) ครูตุ๋มนำเอาประสบการณ์การทำงานแบบ PBL มาแลกเปลี่ยนแบ่งปัน กับเพื่อนครู  ครูตุ๋มบอกว่าทำแล้วประสบผลสำเร็จ เด็กๆ อ่านออก เขียนได้ และมีความสุข สนุกกับการเรียนอย่างยิ่ง  ....  แม้ฟังท่านแลกเปลี่ยนไม่นาน แต่การบอกผ่านรูปด้านล่างนี้ ท่านผู้อ่านอาจจะเข้าใจถึงวิธีปฏิบัติที่ดีของครูตุ๋มได้ไม่ยากครับ


PBL ของครูตุ๋ม ไม่ใช่การสอนแบบ PBL ที่จะได้เรียนแบบ PBL หรือ ครูตุ๋มสอนแบบ PBL  แต่เป็นการนำเอาหลักการเรียนรู้แบบ PBL มาปรับใช้กับการจัดการเรียนการสอนของตนเอง เป็นตัวอย่างที่ดียิ่งของครูเพิ่อศิษย์ ที่กำลังจะฝึกฝนตนเองให้เป็น "นักออกแบบการเรียนรู้" ที่ "เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ"

ครูตุ๋มมุ่งเป้าหมายที่ทักษะการอ่าน การเขียน ของเด็กเป็นสำคัญ วิธีการที่ท่านออกแบบและนำมาใช้นั้น เป็น "หลักปฏิบัติ" ที่ออกมาจากหลักคิด "มุ่งแก้ปัญหาที่เหตุ" เปรียบเหมือน หมอที่ตรวจอาการและวิเคราะห์โรคของคนไข้ จนทราบแน่ชัด แล้วค่อยจัดยา แนะบอก และรักษาด้วยวิธีการที่เหมาะสม หรืออาจเรียกได้ว่าการแก้ปัญหาแบบ "อริยสัจ ๔"

รายละเอียดโปรดติดตามผลงานของครูตุ๋มต่อไปครับ เราวางแผนกันว่าจะไปเยี่ยมเรียนรู้จากท่านถึงที่เร็วๆ นี้ 

นี่คือการ "วิจัยในชั้นเรียน" โดยแท้

ขอบูชาคุณครู ที่ทำเพื่อหนูๆ น้อย ที่ค่อนข้างด้อยโอกาสในโรงเรียน .....

ขอบพระคุณครับ

ป.ล. หากครูตุ๋มได้อ่านบันทึกนี้ จะดีมากครับ ถ้าจะอธิบายภาพเป็นความเรียง....:)

PLC มหาสารคาม ประจำปี ๒๕๕๗ (๕)_ PBL ของครูติ๋ม ผ่านรายวิชา IS

ในเวที PLC มหาสารคาม ประจำปี ๒๕๕๗ ผมสังเกตว่า สมาชิกครูเพื่อศิษย์ชุดแรกนี้สนิทสนมกันมาก เกือบทุกคนจะเรียกชื่อเล่นกันไปมา เว้นแต่คุณครูละมุน ครูพิสมัย และครูอนันต์ ที่เพิ่งมาใหม่ในเวทีนี้  ครูเพ็ญศรี ใจกล้า เพื่อนๆ จะเรียกว่า "พี่ติ่มๆ "  ผมจึงตั้งชื่อบันทึกนี้ว่า "PBL ของครูติ๋ม" ซึ่งก็หมายถึงคุณอาเพ็ญศรี ใจกล้านั่นเอง

PBL ที่ "ครูติ๋ม" และเพื่อนๆ นำมาใช้เป็นปีที่ ๓ ติดต่อกันนี้ พัฒนามาจนกลายมาเป็นรายวิชาค้นคว้าอิสระ หรือวิชา IS  ที่เปิดเป็นรายวิชาสอนแบบ "เน้นกระบวนการ" เพื่อฝึก "ทักษะในศตวรรษที่ ๒๑" อย่างเต็มที่  ผมจับประเด็นผสมกับสิ่งที่ "ผมเห็น" ผ่านมา นำมาสรุปไว้เป็น "สคริปการเรียน" (Learning Script) ดังรูปนี้


การจัดการเรียนการสอนเป็นแบบบูรณาการสหวิทยาการ ที่ "ริเริ่มรูปแบบ" อย่างมีส่วนร่วมจากการ PLC อาจารย์ระดับชั้นเดียวกัน  โดยออกแบบการจัดการเรียนรู้เป็น ๔ ช่วง ได้แก่

๑) ขั้นเตรียมการสอน  ที่ PLC ครูจะมาร่วมกันวิเคราะห์และกำหนดตัวชี้วัดที่ต้องการ อาจารย์ผู้สอนแต่ละรายวิชาจะมาร่วมกันวิเคราะห์เป้าหมาย KPA ของตนเองที่สามารถบูรณาการกับการเรียนบนฐานปัญหานั้นได้ และร่วมกันกำหนดหัวเรื่องใหญ่ เพื่อจะวางแนวทางสร้างแรงบันดาลใจ สร้างความสงสัย ท้าทายเด็กๆ ต่อไป ในเทอมนั้นๆ

๒) ขั้นจัดกระบวนการเรียนรู้  โดยยึดหลักว่า "เด็กๆ เป็นผู้สร้างองค์ความรู้เอง" นั่นคือ ทีม PLC ครูจะเน้นเป็นเพียง "กระบวนกร" อำนวยการ ให้นักเรียนได้ร่วมกันเป็นทีมเพื่อ สำรวจปัญหา วิเคราะห์ปัญหา ลงพื้นที่สัมผัสปัญหา อภิปรายแนวทางแก้ไขปัญหา และกำหนดปัญหา เขียนหลักการและเหตุผล เพื่อจะจัดทำเป็นเค้าร่างโครงงานของกลุ่ม ซึ่งต้องวางแผนและ (BAR) นำเสนอต่อไป โดยอาจารย์เป็นกรรมการสอบเค้าโครงงาน 

๓) ขั้นลงมือแก้ปัญหา หรือ ขั้นลงมือทำ  เน้นว่า เด็กๆ เป็นผู้ลงมือดำเนินการทำตามแผนที่กลุ่มวางไว้ อาจารย์จะเข้ามาทำหน้าที่ผู้ประเมินผลและพี่เลี้ยงคอยกระตุ้น ซักถาม เพื่อให้เกิดความชัดเจน และปลอดภัยในการเรียนรู้ภาคสนามของเด็กๆ เปิดโอกาสให้เขาได้นำสิ่งที่ได้เรียนรู้มานำเสนอผ่าน "การรายงานความก้าวหน้า" ซึ่งต้องมีการให้ทำ DAR มาก่อน

๔) ขั้นนำเสนอและสรุป "ถอดบทเรียน" (AAR) โดยทางโรงเรียนจะจัดงาน "วันเปิดโลกกิจกรรม" ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มได้นำเสนอผลงาน/ชิ้นงาน อาจารย์ทำหน้าที่ประเมินผล ซักถาม และตรวจจับ "KPA" ที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้นเทอม  ซึ่งอาจตรวจจากรายงาน หรือการตอบคำถาม เป็นต้น

อยากรู้รายละเอียดจากผู้ปฏิบัติ และอยากรู้ผลลัพธ์จากนักเรียน โปรดค้นด้วยคำสำคัญว่า "เพ็ญศรี ใจกล้า" หรือ "ฮักนะเชียงยืน" นะครับ




วันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2557

PLC มหาสารคาม ประจำปี ๒๕๕๗ (๔)_ ฮักนะเชียงยืน ปี ๒๕๕๗

ผม AAR กับตนเองว่า ๓ ปีที่ผ่านมา ที่ได้ผันชีวิตมาพยายามเป็น "นักการศึกษา" อะไรบ้างที่สำเร็จหรือที่ทำได้ หรือ "ใช่สิ่งที่ใจตนเองว่าถนัดและมีความสุข"  ในมิติของการเปลี่ยแปลงในตนเอง ผมไม่มีข้อสงสัย นอกจากจะภูมิใจและเห็นคุณค่าของการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาการศึกษาแล้ว ใจผมยังเกิด "อิทธิบาท" ครบทั้ง "๔" ประการในการทำงานที่ผ่านมา

แต่พอหันมามองหาความสำเร็จที่แท้จริงสำหรับสังคม คือ Learning Outcome ที่เกิดกับผู้เรียน คงต้องใช้ความเพียรอีกมากเพื่อให้เกิดผลกระทบในพื้นที่ วิธีการคือ ต้องขยายแนวปฏิบัติที่ดีของครูเพ็ญศรี ใจกล้า ครูเพ็ญศรี กานุมาร และครูศิริลักษณ์ ชมพูคำ ให้ครูเพื่อศิษย์ของเรา นำเอาประสบการณ์ของครูบีพีไปทำ ไปใช้ แล้วนำผลที่ได้มาแลกเปลี่ยนกันในเวทีประจำปีต่อๆ ไป

ประสบการณ์แรกที่นำมาแบ่งปันในเวที PLC มหาสารคาม ปี ๒๕๕๗ คือ การจัดการเรียนรู้บนฐานปัญหาชุมชน ของกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า "ฮักนะเชียงยืน" ผลงานของพวกเขาได้รับการเผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง ๓ และ ทีวีไทย (TPBS) ท่านสามารถคลิกดูฉบับเต็มตามลิงค์ ผม "ดูด" วีดีโอมา แล้วตัดต่อให้สั้นลง (เป็นประสงค์เจตนาเพื่อการศึกษา ขอท่านเจ้าของไว้ตรงนี้ด้วยครับ) 




ครูเพ็ญศรี เปิดวีดีโอคลิปฉบับบเต็ม แล้วตั้งคำถามกับเพื่อนครูว่า "เห็นอะไร" ได้คำตอบดังนี้ครับ


  • เห็นความมุ่งมั่น
  • เห็นปัญหา
  • เห็นความคิดของเด็กๆ ที่ไม่เพียงแค่คิดทำ ่แต่คิดที่จะสื่อสารผ่านละคร
  • เห็นว่าละครทำให้สามารถสื่อสารผ่านไปยังชาวบ้านได้
  • เห็นกระบวนการเรียนรู้ของเด็กๆ
  • เห็น Learning Outcome คือ ทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ ในเด็ก
  • เห็นการมีส่วนร่วม ทุกคน ทุกส่วน (LLEN)
  • เห็นช่องทางการเผยแพร่
  • เห็นผลกระทบต่อชุมชน
  • เห็นความสำคัญว่าเราทำได้
  • เห็นความรู้ที่เราไม่ต้องสอน เขา(เด็ก)เรียนรู้เอง การเรียนรู้บนฐานชีวิต
  • เด็กมีทักษะการเรียนรู้เชิงประบวนการ ทำ BAR, DAR, AAR ได้ กิจกรรม "เพื่อนบอกเพื่อน" "พี่บอกน้อง" นักเรียนทำกันเอง
  • ฯลฯ 
ผมประเมินว่า เราประสบผลสำเร็จในการทำให้ครูเพื่อศิษย์มั่นใจว่าเรามาถูกทาง ผลงานของครูเพ็ญศรีและครูสุกัญญาจากเชียงยืน ได้ประจักษ์ชัดผ่านนักเรียน "ฮักนะเชียงยืน" แล้วว่า การพัฒนานักเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้ผ่านโครงงาน/ปัญหาที่ทำมาอย่างต่อเนื่องนั้น ว่า นักเรียนมีพัฒนาการด้านทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ อย่างเห็นได้ชัด และเห็น "ความสุข ความสนุก" ในการเรียนของพวกเขา




ในฐานะ "นักเรียนรู้" ที่ได้รู้-เห็น พัฒนาการและผลงานของกลุ่มฮักนะเชียงยืน ผมคิดว่า
ปัจจัยของความสำเร็จอยู่ที่
  • ครูเพ็ญศรี ใจกล้า ที่ "กล้าเปลี่ยนแปลง" กล้าเปลี่ยนแนวคิดและแนวทางในการจัดการเรียนการสอน อ่านได้ ที่นี่ครับ 
  • ครูสุกัญญา มะลิวัลย์ ที่เชี่ยวชาญ "จิตวิทยา" และนำ "จิตตปัญญาศึกษา" มาใช้กับนักเรียนอย่างจริงๆ จัง 
  • นักเรียนแกนนำ "แสน" อ่านผลงานเขาที่นี่ครับ 
  • โครงการพัฒนาพวกเขาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ "LLEN" "ปลูกใจ รักษ์โลก"  "PLC มหาสารคาม" ฯลฯ
เงื่อนไขของความสำเร็จ น่าจะมี ๓ ประการ ได้แก่
  • ความต่อเนื่อง ที่เกิดจากครูเพ็ญศรีและครูสุกัญญา  และการสนับสนุนจากรอง ผอ.สมบัติ และ รอง ผอ.ธีระพงษ์ 
  • ความสามารถของ "แสน" และเพื่อนที่สามารถเป็น "กระบวนกร" นำการเรียนรู้มาสู่น้องๆ รุ่นต่อมา
  • ผมว่า Social Network ในที่นี้คือ Facebook และบล็อคชุมชนเรียนรู้ออนไลน์ คือ gotoknow.org เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ไหลลื่นสำหรับนักเรียนรู้ ...

วันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

PLC มหาสารคาม ประจำปี ๒๕๕๗ (๓)_ วิถีนักเรียนไทย

ใน "วง PLC มหาสารคาม ประจำปี ๒๕๕๗" เราเริ่มประเด็นด้วย "รูปแบบ - ไร้รูปแบบ" ก่อนจะปิด "วง" นอกจากสรุปเรื่อง "Spec ครูไทย" แล้ว ผมยังพยายามชวนครูคุยเรื่อง "วิถีนักเรียนไทย" โดยเน้นให้เห็น "สภาวะแยกส่วน" ของ "ระบบหลักสูตร" การศึกษาไทย ด้วยการชี้ให้เห็นและนำมาเป็นประเด็นแลกเปลี่ยนกัน ดังต่อไปนี้



  • เราสามารถแบ่งการศึกษาออกเป็น ๓ ช่วง ตามวัตถุประสงค์จริงๆ ของชีวิต ได้แก่ 
    • ช่วงฝึกพึ่งตนเองด้านการศึกษา  ได้แก่ การศึกษาตั้งแต่อนุบาลถึง ม.๓  ซึ่งเป้าหมายสำคัญของการเรียนคือ ทักษะการเรียนรู้ อ่านออก เขียนได้ คิดเป็น สามารถศึกษาค้นคว้าและเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง
    • ช่วงฝึกพึ่งตนเองด้านอาชีพ การงาน เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการออกไปประกอบสัมมาอาชีพในช่วงต่อไป หลักสูตรการศึกษาไทยแบ่งออกได้เป็น ๓ สาย ได้แก่ ๑) สายสามัญ ที่นักเรียนนิยมที่สุด เพราะเป็นหนทางเดินสู่มหาวิทยาลัยในคณะวิชาต่างๆ ไป เข้าใจกันว่าจะทำให้ได้เป็น "เจ้าคน นายคน" สายสามัญแบ่งความถนัดของนักเรียนออกเป็น ๒ หมวดคือ สายวิทย์-คณิต และสายศิลป์-ภาษา ๒) สายอาชีพ คือเรียนต่อระดับ ปวช. และ ปวส. เป้าหมายคือการฝึกฝนให้คนมี "ทักษะชีวิตและการประกอบอาชีพ" สามารถพึ่งตนเองได้ และ ๓) เป็นการศึกษานอกระบบตามอัธยาศัย หน่วยงานที่ทางราชการวางไว้ให้คือ กศน.  เป้าหมายสำคัญคือ การขยายโอกาสสำหรับผู้สนใจใฝ่เรียนให้สูงขึ้นแต่ไม่มีโอกาสเรียนในระบบ
    • ช่วงประกอบอาชีพ การงาน ฝึกฝนตนเองให้เชี่ยวชาญ  ได้แก่ การศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ซึ่งโดยมากเกือบทั้งหมดของระบบบัณฑิตศึกษาไทย จะเน้นไปทางทฤษฎีที่ผลิตนักวิชาการ ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับ "ภูมิปัญญา" และ "ปราชญ์" มากนัก แม้จะมีศิลปินแห่งชาติ หรือ "ปราชญ์แห่งแผ่นดิน"
  • ปัจจุบัน ตลาดแรงงานต้องการนักเรียนสายอาชีพต่อสายสามัญ ๖๐:๔๐ แต่ปัจจุบันเราผลิตนักเรียนแบบกลับทาง ๔๐:๖๐ ทำให้เกิดปัญหาความไม่สมดุลตามมา 
  • ปัจจุบันคนไทยติดค่านิยม "ใบปริญญา" คือติด "วุฒิการศึกษา" มากกว่าจะมองถึง "ปัญญา" ที่ได้จากการเรียนรู้ ตัวอย่างที่เห็นชัด ง่ายที่สุดคือการขึ้นเงินเดือนตามวุฒิการศึกษา แทนที่จะพิจารณาตามผลงานเป็นหลัก 
  • โดยตัวระบบแล้ว "แยกส่วน" และ "เนินวิชา" ตั้งแต่ระดับชั้น ม.ปลาย แต่ความจริง ลักษณะการจัดการเรียนการสอนของครูนั้น "แยกส่วน แยกวิชา" มาตั้งแต่ระดับประถมศึกษาแล้ว เนื่องเพราะครูที่เรียนแยกส่วนมาตลอด และการสอนที่เน้น "ถ่ายทอด บอกต่อ เนื้อหา" จึงทำให้เกิดปัญหา "ขาดการเชื่อมโยงสู่ชีวิตจริง" 
  • หลักสูตรระดับอุดมศึกษาเน้น "ทฤษฎี" มากกว่า "ปฏิบัติ" เฉลี่ยรวมโดยอัตรา ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ทำให้ นิสิตปริญญาตรีทุกวันนี้ ได้รับการสะท้อนว่า "ทำอะไรไม่เป็น" มากขึ้นเรื่อยๆ 
  • ปัจจุบันมีคนที่ทำงานมีนายจ้างเพียง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้จบปริญญาตรี  ทั้งๆ ที่ระบบการศึกษามุ่งพัฒนาให้คนไปรับจ้าง เข้าโรงงาน หรือทำงานในภาคอุตสาหกรรม
  • ปัจจุบันบัณฑิตที่จบ ป.ตรี ได้งานทำตรงสายกับที่เรียนจริงๆ เพียง ๓๐ เปอร์เซ็นต์  เรียกว่า "สูญเปล่าทางการศึกษาสูงมาก" 
  • ฯลฯ
ผมสรุปในตอนท้ายว่า  เป้าหมายที่แท้จริงของครูเพื่อศิษย์ในระดับ ป.๑ - ม.๓ น่าจะเป็นการ "ปลูก ฝัง บ่ม เพาะ" คุณธรรมความดี และทักษะการเรียนรู้ ให้นักเรียนสามารถ "เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง" สามารถพึ่งตนเองได้ทางการศึกษา เพื่อให้นักเรียนแต่ละคน "รู้จักตนเอง" เพื่อให้มั่นใจในการวางแผนชีวิตของตน (ร่วมกับพ่อแม่ผู้ปกครอง) .....  หากทำได้ เราจะได้ไม่สูญเปล่าทางการศึกษามากมายขนาดนี้อีกต่อไป

ท่านคิดว่าไงครับ....

PLC มหาสารคาม ประจำปี ๒๕๕๗ (๒)_ สเปคครูไทย

วันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๗ มีการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง "การยกระดับครูไทยในศตวรรษที่ ๒๑" ที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ โดยมีตัวแทนจาก PLC มหาสารคามเขาเราถึง ๔ ท่าน ได้แก่ ครูเพ็ญศรี ใจกล้า ครูเพ็ญศรี กานุมาร ครูอัจฉราวรรณ ภิบาล และครูศิริลักษณ์ ชมภูคำ ไปร่วมแบ่งปันประสบการณ์ด้วย ที่ประชุมได้ร่วมกันสร้างวิสัยทัศน์ว่า "Spec ครูไทยในศตวรรษที่ ๒๑" ควรเป็นอย่างไร โดยเชิญ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช เป็นกระบวนกรดำเนินขบวนการ ลปรร.

ในเวที PLC มหาสารคาม ประจำปี ๒๕๕๗ นี้ ที่ทั้ง ๓ ท่าน (ครูอัจฉราวรรณ ไม่สบาย เลยไม่ได้มาร่วม) นำผลสรุป "สเปคครูไทยในศตวรรษที่ ๒๑"  มาฝากด้วย จึงได้แลกเปลี่ยนและมีข้อสรุปของ "สเปคครูไทยใน PLC มหาสารคาม" ด้วย ผมคิดว่า มีสิ่งที่มีสาระและสำคัญ จึงนำมาแบ่งปันท่านไว้ในบันทึกนี้

Spec ครูไทยจาก เวที "ยกระดับครูไทยในศตวรรษที่ ๒๑

ผมนำเอกสารสรุปผลการประชุมในประเด็น "Spec ครูไทย" ที่สมาชิกนำมาให้ ซึ่งบันทึกเกี่ยวกับความเห็นของ "ผู้นำ" (ที่ถูกเลือกโดยทีมจัดงานดังกล่าว) ตอบคำถามแบบสั้นๆ ว่า ครูไทยในศตวรรษที่ ๒๑ เป็นอย่างไร ได้ดังภาพด้านล่าง

และถือโอกาสใส่ "ความเห็น" ของตนเอง ว่า สถานะของครูไทยในขณะนี้มีจุดดีจุดเด่นอย่างไร โดยกำหนดระดับไว้คล้ายระบบ QC สินค้าญี่ปุ่นที่พบทั่วไป ดังนี้ครับ




Spec ครูไทย จาก PLC มหาสารคาม 

นอกจาก "จิตวิญญาณความเป็นครู" ที่ต้องมี ภูมิรู้ ภูมิธรรม และความรัก เมตตาต่อศิษย์เป็นพื้นฐานแล้ว เราสรุปคุณลักษณะเพิ่มเติมของครูไทยในศตวรรษที่ ๒๑ ได้ ๕ ประการ ดังนี้ 

๑) เป็นแบบอย่างที่ดี แบบอย่างที่มีคุณค่าของลูกศิษย์
๒) เป็นผู้ใฝ่เรียนรู้ เป็นผู้ตื่นรู้
๓) เป็นนักออกแบบการเรียนรู้ และประเมินผลการเรียนรู้
๔) เป็นนักสร้างแรงบันดาลใจ นักสอน นักสื่อ นักประสาน นักอำนวยการเรียนรู้
๕) เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง เป็นนักพัฒนา



ท่านล่ะครับ คิดว่าอย่างไร
ขาดหรือเกินประการใด
โปรดสังเกต "ใจ" ของตนเองเถิด