วันเสาร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2560

PLC อบจ. ขอนแก่น _๐๒ : อบจ.ขอนแก่นโมเดล

วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ ผม ครูตุ๋มศิริลักษณ์ ชมภูคำ และคุณเสือ มานะ ภูพันนา มีโอกาสได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชุมชนเรียนรู้ครูเพื่อศิษย์ (PLC) เพื่อพัฒนาการศึกษาขององค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น (อบจ.ขอนแก่น) ผมได้เรียนรู้ลักษณะและรูปแบบ PLC ตัวอย่างของโรงเรียนหนองโนประชาสรรค์ จากการฟังเรื่องเล่าถ่ายทอดประสบการณ์ของ ผอ. อำนาจ  โพธิ์ศรี และประมวลต่อยอดกับกระบวนแก้ปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ด้วย "THEWA Model" (รูปแบบการนิเทศเพื่อพัฒนาแบบใหม่) ของ ศน.เทวา ตั้งวานิชกพงษ์ จึงสรุปสังเคราะห์รูปแบบ PLC ดังรูป  ผม AAR ว่านี่คือ PLC ที่เป็น BP ต้นแบบอันหนึ่งได้ จึงขอตั้งชื่อเพื่อสื่อสารต่อไปว่า "PLC อบจ.ขอนแก่นโมเดล"



อย่าตกร่อง PLC และ LS

อะไรคือ PLC?  สิ่งที่กำลังทำอยู่นี่ คือ PLC ไหม?  Lesson Study หรือ LS คืออะไร? PLC กับ LS เหมือนกันไหม? .....  เหล่านี้คือคำถามที่เราถกกันในวงผู้อำนวยการนานพอสมควร

ผมเน้นกับผู้อำนวยการทุกท่านว่า "เราต้องไม่ตกร่อง PLC หรือ Lesson Study"  คือต้องไม่ให้ความสำคัญถึงขั้นว่า จำเป็นต้องทำ PLC หรือ LS เท่านั้นที่จะแก้ปัญหาของเราได้ ไม่ยึดติดในนิยามและข้้นตอนของ PLC และ LS ของต่างประเทศมาใช้โดยไม่คำนึงถึงบริบทของตนเอง  หลักคิดสำคัญคือ ปัญหาของราคืออะไร? หลักการของ PLC หรือ LS คืออะไร? และเราจะสามารถแก้ปัญหาโดยเอาหลักการนั้น ๆ มาปรับใช้แก้ปัญหาได้หรือไม่? ... อะไรที่เราทำได้ดีอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องทำ PLC หรือ LS

PLC และ LS เป็นวัฒนธรรมการทำงานเป็นทีม ไม่มีนิยามตายตัว PLC เป็นวัฒนธรรมการทำงานของครูที่อเมริกา มีผู้นิยามกระบวนการและองค์ประกอบของ PLC ไว้หลากหลาย (ผมเคยเขียนไว้ที่นี่) ส่วน LS เป็นวัฒนธรรมการทำงานของครูญี่ปุ่นที่ใช้มากว่าร้อยปี (มีผู้ให้ความหมายไว้ที่นี่) ต่อมาได้รับความนิยมไปถึงอเมริกาด้วย    ทั้ง PLC และ LS กำลังได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากผู้ใหญ่ในกระทรวงศึกษาธิการในขณะนี้ (๒๕๖๐) เพื่อเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานสอนเดี่ยวของครูไทยในปัจจุบัน

หลักการของ PLC และ LS

หลักการของ PLC และ LS คือหลักการเดียวกัน นักการศึกษาทั่วไป บอกว่า LS ก็คือ PLC ของครูนั่นเอง จากการศึกษาและประสบการณ์จากการพยายามสร้าง PLC ในเขตพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม  ผมเข้าใจว่า PLC มีหลักสำคัญ ๓ ประการ ได้แก่

๑) ทำงานเป็นทีมด้วยความสามัคคี   หมายถึง ความสามัคคีของครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่มาร่วมมือกันแก้ปัญหาและพัฒนาการทำงานวิชาชีพ ในที่นี้คือก็วิชาชีพครู

๒) พึ่งพาตนเอง แก้ปัญหาด้วยชุมชนตนเอง คือ เราต้องเข้าใจตรงกันว่า ไม่มีใครที่ไหนจะสามารถแก้ปัญหาหน้างานของเราได้ดีไปกว่าพวกเราเอง  การอบรมพัฒนาหรือหนุนเสริมจากนักวิชาการภายนอกเป็นเพียงส่วนหนุน เท่านั้น

๓) สร้างสรรค์สังคมแห่งการเรียนรู้  นี่คือ เป็าหมายภายใหญ่ของการใช้ PLC อย่างต่อเนื่องยาวนาน สำเร็จจนสามารถกลายเป็นวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้  นักเรียนก็มีอุปนิสัยใฝ่รู้ ครูก็เรียนรู้เป็นผู้เรียน (Learner) ผอ. ศน. ทุกคน เป็นผู้ใฝ่รู้และเรียนรู้ตลอดชีวิต นั่นคือ PLC ก็คือเครื่องมือที่ใช้สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ หรือก็คือ CoP หรือ ชุมชนนักปฏิบัติ (Cooperative of Pratice) ในทฤษฎีการจัดการความรู้นั่นเอง

นิยามของ PLC และ LS สำหรับ "อบจ.ขอนแก่นโมเดล"

PLC และ LS เป็นวัฒนธรรมการทำงาน เป็นหลักคิดและหลักปฏิบัติในการทำงานเป็นทีมสำหรับแก้ปัญหาร่วมกัน  ดังนั้น ไม่ต้องห่วงเรื่องลิขสิทธิ์หรือคิดมากเรื่องนิยามความหมายมากเกินไป  อย่างไรก็ดี เข้าใจว่า ในทางการศึกษา เวลาจะกล่าวอะไร ต้องให้นิยามให้ชัดเจน  จึงขอนิยามไว้ให้สื่อสารตรงกันต่อไป

PLC (Professional Learning Community) คือ  ชุมชนเรียนรู้ครูเพื่อศิษย์  (คำนี้นิยามโดย ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ผมเข้าใจว่าท่านเป็นคนแรกที่พยายามนำเอาเครื่องมือนี้มาสู่ประเทศไทย) หรือ ชุมชนเรียนรู้วิชาชีพ (คำนี้นักการศึกษาไทยใช้กันทั่วไป) หมายถึง วัฒนธรรมการทำงานเป็นทีมของชุมชนคนที่มีอาชีพเดียวกัน  ร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา คิดหาหรือค้นหาวิธีแก้ปัญหา และนำเอาประสบการณ์การแก้ปัญหามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน เพื่อพัฒนาผลลัพธ์ ความเชี่ยวชาญ และสร้างองค์ความรู้หรือนวัตกรรมตามวิชาชีพของตน ๆ

ส่วนองค์ประกอบของ PLC มีหลากหลาย มากมาย ไม่มีความหมายที่จะเอามาท่องจำ หรือนำเอาองค์ประกอบเหล่านั้นไปปฏิบัติตาม เพราะ PLC ที่แท้จริง คือวัฒนธรรมการทำงานที่สมาชิกในชุมชนเป็นคนสร้างขึ้นมาร่วมกัน ยกตัวอย่างเช่น Lesson Study คือ PLC ของครูญี่ปุ่น เป็นต้น

อย่างไรก็ดี วิธีสื่อสารกับสมาชิกในชุมชนที่ดี คือ กำหนดให้องค์ประกอบของ PLC มี ๓ ประการ คือ ๑) มีเป้าหมายเพื่อพัฒนางานพัฒนาวิชาชีพ นั่นคือ Professional ในที่นี้หมายถึงวิชาชีพครู อาชีพครู ๒) มีการเรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์จากการทำงาน นั่นคือ Learning และ ๓) มีลักษณะเป็นชุมชนของคนอาชีพเดียวกัน คือมีการสื่อสาร แบ่งปันและร่วมมือร่วมใจกัน นั่นคือ Community  

LS (Lesson Study) คือ การศึกษาบทเรียนจากการปฏิบัติงานในชั้นเรียนร่วมกันของครู ร่วมกันเตรียมการสอนหรือวางแผนการสอน ร่วมกันสอนและสังเกตการสอน มีการประเมินการสอนและสะท้อนป้อนกลับผลการสังเกตการสอน นำมาปรับปรุงแผนการสอน เพื่อร่วมกันพัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้ดีขึ้น

ผอ. อำนาจ โพธิ์ศรี ท่านกำหนดให้ LS คือกระบวนการทำงานร่วมกันสำหรับชั้นเรียนหนึ่ง ๆ  เป็นทีมครูที่อยู่ในสาขาวิชาเดียวกัน (หรือกำลังสอนวิชาเดียวกัน หรือกลุ่มครูที่ต้องแก้ปัญหาเดียวกัน มีเป้าหมายที่เฉพาะเดียวกัน) ส่วน PLC คือ กระบวนการแก้ปัญหาร่วมกันของครูทั้งหมดในโรงเรียน และรวมถึงบุคลากรด้านการศึกษาที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อช่วยหนุนเสริม LS ในโรงเรียน

เพื่อธิบาย "อบจ.ขอนแก่นโมเดล" ให้ชัดขึ้น ขอนำเสนอแผนผังเดิมอีกครั้ง ดังรูป



คำอธิบาย "อบจ.ขอนแก่นโมเดล"

รูปแบบของ PLC ของโรงเรียนหนองโนประชาสรรค์ แบ่งเป็น ๒ ส่วน ได้แก่ ส่วน LS (บางท่านเรียก PLC ในช้้นเรียน) และส่วน PLC ในโรงเรียน ส่วนรูปแบบของ อบจ.ขอนแก่น ที่นำโดย ศน.เทวา สามารถแบ่งเป็น ๒ ส่วนสำคัญเช่นกัน ได้แก่ การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ครูเพื่อศิษย์ หรือเรียก "PLC ในเขตพื้นที่การศึกษา"  และการนิเทศการศึกษาแบบเสริมพลัง โดย "THEWA Model"  โดยมีวิธีการดำเนินการดังนี้

๑) ให้ครูแต่ละกลุ่มสาระเดียวกัน ตั้งเป็นปลุ่ม LS  ขึ้นมา ในรูปแสดงไว้ ๕ กลุ่มศึกษาชั้นเรียน คือ LS1 LS2 .... LS5   แล้วดำเนินการดังนี้

  • ร่วมกันเลือกหน่วยการเรียน หรือสาระเนื้อหาที่เป็นปัญหาที่สุด โดยพิจารณาจากข้อมูลที่เชื่อได้ เช่น ผลทดสอบ หรือแบบประเมินคัดกรอง ฯลฯ 
  • ร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา กำหนดแนวทางการแก้ไข  เขียนแผนการสอนร่วมกัน 
  • ร่วมกันสอน ขณะที่คนหนึ่งสอน คนอื่นให้เป็นผู้สังเกตนักเรียน สังเกตการสอน 
  • ร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาการสอน มีการสะท้อนป้อนกลับ (feedback) ให้ผู้สอนทราบ และร่วมกันปรับปรุงแผนการสอน  
ทั้งสี่ขั้นตอนนี้คือวิธีศึกษาชั้นเรียน ต้องทำวนไปเป็นวงจรจนปัญหาได้รับการแก้ไข และขยายผลไปยังหน่วยการเรียนอื่น ๆ  จะเห็นว่า นี่คือการทำวิจัยในชั้นเรียนเป็นทีม (Team Aciton Research) นั่นเอง ทำให้นักการศึกษาหลายคนเรียก LS ว่า  การวิจัยชั้นเรียน หรือ RS (Research Study)

ในขั้นตอนนี้ นอกจากเพื่อนครูในทีมสาขาวิชาเดียวกันที่ไปสังเกตการสอนแล้ว ยังมีผู้อำนวยการและศึกษานิเทศก์เข้าร่วมสังเกตด้วยในบางครั้ง แล้วแต่ความเหมาะสม 

๒) ทำ PLC ในโรงเรียน โดยจัดให้มีการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นประจำ เพื่อระดมสมองและความร่วมมือจากทุกคนในโรงเรียน ปัญหาพบในชั้นเรียนบางประการ อาจต้องการการหนุนเสริมหรือสนับสนุนจากเพื่อนครูและผู้อำนวยการในโรงเรียน  โดยผู้อำนวยการเองก็สื่อสารและสร้างความร่วมมือกับชุมชนและผู้ปกครองผ่านคณะกรรมการสถานศึกษาเป็นประจำเช่นกัน 

๓) สร้างเครือข่ายชุมชนเรียนรู้ครูเพื่อศิษย์ ให้เกิด วง PLC ของครูในสาขาวิชาเดียวกันจากโรงเรียนต่าง ๆ ในเขตพื้นที่การศึกษา (ในที่นี้หมายถึงโรงเรียนในสังกัด อบจ.ขอนแก่น) โดยผู้อำนวยการเรียนรู้คือ ศึกษานิเทศก์ อาจเรียกว่า "PLC ครูระหว่างโรงเรียน" ในขณะเดียวกันก็สร้างความร่วมมือกับผู้อำนวยการ ทำ PLC ผอ. เพื่อหาทางหนุนเสริมและบริหารจัดการให้การทำงานของ PLC ระหว่างโรงเรียนและในโรงเรียน  โดย ผอ.เขตพื้นที่ฯ ต้องมาร่วมวงด้วย  นอกจากนี้แล้ว ควรจะมี PLC ของศึกษานิเทศก์อีกวงหนึ่ง เพื่อพัฒนางานด้านการหนุนเสริมและการประกันคุณภาพการศึกษา โดย ผอ.เขตพื้นที่ฯ ต้องลงมาดูด้วยตนเอง 

๔) การนิเทศแบบเสริมพลัง ถือเป็นกลไกสำคัญให้ PLC ทุกชั้นดำเนินไปอย่างมีพลัง เป็นตัวจักรสำคัญที่จะแบ่งปันทั้งทางด้านทรัพยกรการสนับสนุน ด้านวิชาการความรู้ ด้านพลังเสริมแรงบันดาลใจ สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ครูทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ผมขอแนะนำให้ท่าน ศน. เทวา เผยแพร่ผลงานเรื่องการสร้างเครือข่ายชุมชนเรียนรู้ครูเพื่อศิษย์และการนิเทศแบบเสริมพลังด้วย THEWA Model  ทาง www.gotoknow.org  เพื่อให้รายละเอียดประสบการณ์ในการทำงานของท่าน สร้างสรรค์ PLC ครูระดับเขตพื้นที่การศึกษา หรือเกิด PLC ร่วมกันพัฒนาระดับประเทศต่อไป 








วันเสาร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2560

PLC มหาสารคาม : อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ (ขยายผลครูตุ๋ม) _๓ เรื่องเล่าของครูสมจิต

วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ ในวง PLC แก้ปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ครูสมจิต ภูวนารถ ครูชำนาญการพิเศษ จากโรงเรียนบ้านหนองกุงเต่า เอาเรื่องของเด็กแฝดคู่หนึ่งที่มาเล่าแลกเปลี่ยนกับเพื่อนครู เป็นเรื่องภูมิใจมาก ที่สามารถช่วยเหลือให้เด็กอ่านออกเขียนได้  โดยไม่ทิ้งเด็กคนใดไว้ให้เป็นไปตามยถากรรม

หากท่านสะดวกฟัง เชิญฟังเรื่องเล่าของครูสมจิตได้ที่นี่ครับ

ครูสมจิต ภูวนารถ เล่าถึงกรณีเด็กแฝดคู่หนึ่ง ท่านไม่ได้ระบุว่ามีภาวะ LD หรือไม่ แต่ก่อน เวลาเพื่อนเรียน เด็กแฟนสองคนนี้จะไปวิ่งเล่น "ไต่บีบีแอล" ในสนามเด็กเล่น (วิ่งไต่บนล้อยางหลายสี เรียกว่า ไต่บีบีแอล) เด็กแฝดคู่นี้จะไม่ยอมเรียนกับใครเลยนอกจากครูสมจิต ครูสมจิตไปสอนห้องไหนจะตามไปเรียนห้องนั้น เรียกได้ว่าเป็นเด็กหลายระดับชั้น เพราะครูสมจิตสอนทั้ง ป.๑ ป.๒ และ ป.๓  ในกระเป๋ามีเพียงของเล่นของเป่า ไม่เอาสื่อสิ่งเรียนมาเหมือนเด็กอื่น ๆ

แต่ก่อนอ่านไม่ออกและเขียนไม่ได้เลย สิ่งที่ชอบที่สุดคือการวาดรูป  เป็นข้อยืนยันอีกหนึ่งกรณีว่า เด็กส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดที่มีปัญหา LD ชอบวาดรูป  การใช้การวาดรูปเป็น "ประตูเข้า" ที่จะทำให้พวกเขากลับมาเรียนรู้อย่างสนุก

วิธีของครูสมจิตคือ "ชมให้ทำ นำด้วยการชม" คือใช้ทักษะการชมเชยของท่าน นำให้วาดรูปตามความชอบ รูปอะไรก็ได้ แล้วเขียนแปลงจากรูปเป็นคำ คำอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับรูป วันแรก ๆ หนูน้อยคู่แฝดจะเขียนเพียงรูปเดียว ต่อมาท่านก็พับกระดาษเป็นสองส่วน ได้สองรูปสองคำ ต่อมาท่านก็ให้พับสี่พับ ได้สี่ภาพสี่คำ เมื่อเด็ก ๆ วาดแต่รูปเดิม ๆ โดยเฉพาะรูปต้นไม้ ครูสมจิตจะใช้คำถามขยายผล ให้เด็กกระ่จายขยายไปสู่บริบทต่าง ๆ ด้วย

ปัจจุบัน หนูน้อยคู่แฝดนี้ สามารถเรียนกับเพื่อนได้เกือบทั้งวัน ตอนเช้าได้ถึง ๑๑.๓๐ ต่อนบ่ายได้อีก ๑ ชั่วโมง อ่านออกและเขียนได้มากขึ้น และมีสุขภาพจิตดีขึ้น

ตอนท้าย ๆ ของเรื่องครูสมจิตเล่าว่า ชั้น ป.๑ มีนักเรียนที่สามารถอ่านออกเขียนได้แบบคล่อง ๆ เลย จนเป็นที่ภูมิใจมากของเพื่อนครู จำนวน ๘ คน เทคนิคที่ทำให้ประสบผลสำเร็จคือ ให้ฝึกอ่านบ่อยๆ จากฉลากขนม โดยใช้กิจกรรม "เที่ยงวันขยันอ่านเขียน"  ทุกเที่ยงวัน เด็ก ๆ ทุกคนจะนำเอาฉลากขนมมาอ่านให้ครูฟัง ครูสมจิตจะใช้การตั้งคำถามและชมเชยเสริมแรงใจ ท่านบอกว่า วิธีนี้ได้ผลมาก  (คลิกฟังเสียงท่านที่นี่)

ครูสมจิตบอกว่า สิ่งทั้งหมดทั้งปวงนี้  เริ่มต้นมาจากกระบวนการ ๖ ขั้นตอนที่ได้มาเรียนรู้จากครูตุ๋ม ก่อนจะขยายต่อยอดมาเป็นวิธีต่าง ๆ  ตอนนี้เด็กทั้งหมด ๓๘ คน มีปัญหาอยู่เพียง ๒ คนเท่านั้น

กรณีของครูสมจิตน่าจะนำความสุขมาสู่เพื่อนครูเพื่อศิษย์ทุกคนครับ


วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

PLC มหาสารคาม : อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ (ขยายผลครูตุ๋ม) _๒. กรณีเด็กชายกร (นามสมมติ)

บันทึกต่อเนื่องจากบันทึกที่ ๑

 ๒) เด็กชายกร (นามสมมติ)


ครู : เด็กชายกรเป็น ๑ ใน ๓ ของนักเรียนที่อ่านไม่ออก จากนักเรียนทั้งหมด ๑๓ คน  อ่านไม่ออก สะกดคำไม่ได้ โดยเฉพาะคำที่มีสระผสม เวลาอ่านออกเสียงพร้อมกัน จะไม่ออกเสียงกับเพื่อน เวลาให้อ่านเดี่ยวก็อ่านเสียงเบามาก  เวลาส่งงานจะรั้งท้ายตลอด บางทีก็ไม่ส่ง ดื้อ มึน ขี้เกียจ พ่อแม่ก็ไม่ดู อยู่กับตายาย บอกยายว่า ไม่มีเคยมีการบ้าน ทั้ง ๆ ที่ครูให้การบ้านทุกวัน 

ในกระบวนการ ๖ ขั้น ที่นำไปใช้ แต่มีข้อจำกัดเรื่องเด็กจิตอาสา เด็กชายกรจะชอบวาดรูปมาก  แต่จะมีปัญหาเรื่องการเขียน ช่วงแรก ๆ จะวาดรูปเยอะ  แต่ตอนหลังพอรู้ว่าจะให้เขียน ก็วาดน้อยลง  หลังจากใช้ไปสักระยะก็ดีขึ้น ได้ผลดีขึ้น จากผลการทดสอบด้วยเครื่องมือของทาง สพป. พบว่าอ่านขึ้นได้มาก

คลิปเล่าเรื่องของคุณครู อยู่ที่นี่ครับ 

ครูตุ๋ม : แนะว่าอย่าเพิ่งให้วาดเยอะ อย่าเพิ่งวางเป้าหมายใหญ่เกินไป ให้วางเป้าหมายเล็ก ๆ สั้น ๆ  วาดแล้วให้เขียนคำให้ ให้เอาไปแปะ เริ่มจาก ๒-๓ คำ ค่อย ๆ ชม และใช้เรื่องเล่าสลับกับการยกย่องให้ความสำคัญ ต้องมีวิธีการดึงความสนใจ

 "...ต้องมีวิธีอ่อย วิธีล่อแหมะค่า เริ่มเต้นอาจซิสองสามคำก่อน และค่อยเพิ่มจำนวนคำขึ้น  เริ่มต้นเลยไม่ต้องให้เขียนอะไรเลย ไม่ต้องให้เขียนคำหรือคัดลายมือใด ๆ เลย  ให้วาดรูปแล้วแปะลงใบบนกระดาษเลย ... ค่อย ๆ ตั้งคำถาม ... มื่อนี่บักหล่าไปใสลูก ไปโถ่งนา ไปตลาดติ ? ... กะให้วาดเลยค่า ... สมจริงไม่สมจริงก็ไม่เป็นไร ... วาดไปตามประสาเลย ให้เขาชอบและสนุกก่อน  ... เมื่อบ่อย ๆ เข้าก็ให้เริ่มใช้คำถาม เช่น บักหล่าไปทะเลเห็นหยังแหน่  ได้กินอาหารทะเลเบาะ  ทะเลงามบ่อ?  เป็นต้น ... แล้วก็ค่อย ๆ ให้ลองแต่งประโยค เช่น ทะเลสวย ฉันกินอาหารทะเล ... คือเอาคำว่าทะเล มาให้คิด  ทีละ ๒ หรือ ๓ ประโยค ... บักหล่าคือเก่งแทะ  เอาไปติดไว่ผนังให้หมู่เมิ่งนำแนะ ... ให้โอกาสเล่าให้เพื่อนฟัง... บักหล่าต่อไปเว่าซื่อ ๆ  มันบ่อค่อยโก้ปันได๋เด้  ให้เขียนนำจั่งซิสุดยอด ....  คือหากุลสโลบายให้ฝึกเขียนด้วยตนเอง...สำคัญคือ ต้องทำให้เขารู้สึกว่า เขาทำได้ ชมเพื่อพัฒนา ไม่มีการลงโทษ..."

ผมเสนอ :  สิ่งที่ครูตุ๋มบอกว่า ต้องทำให้เด็กรู้สึกว่าตนเองทำได้  ตรงกับทฤษฎีทางประสาทวิทยา ที่พบว่า สมองจะมีแนวโน้มที่จะขี้เกียจ หลีกเลี่ยงและหลบหลีกในสิ่งที่ตนเองทำไม่ได้  ดังนั้นการปฏิสัมพันธ์กับเด็กจะต้อง "ไม่เป็นภาระสมอง" เกินไป

ครูตุ๋มเล่าต่อว่า : ที่ ร.ร.บ้านหินลาด มีเด็ก "แฟดนรก" แต่ก่อนไม่เคยยิ้มหรือปฏิสัมพันธ์กับใครเลย ก้าวร้าว ไม่เอาอะไรเลย แต่ชอบวาดรูปเหมือนเด็กชายกร  ตอนนี้เด็กสองคนนี้กลายเป็นคนละคน ยิ้มแย้ม ตอบถามเพื่อนและครู 

ฟังเสียงครูตุ๋มและเสียงผมช่วยกันแนะนำเรื่องนี้ที่นี่ครับ

















ขอบูชาคุณครูเพื่อศิษย์ทุกท่านครับ  

PLC มหาสารคาม : อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ (ขยายผลครูตุ๋ม) _๑. กรณีเด็กชายเทพ (นามสมมติ)

วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ ครูศิริลักษณ์ ชมภูคำ จัด PLC ครูภาษาไทย ในโครงการขยายผลกระบวนการพัฒนานักเรียนจิตอาสาด้วยการแก้ปัญหานักเรียนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ เป็นการจัดการความรู้ติดตามผลและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่อเนื่องของกลุ่มครูเพื่อศิษย์ที่มาอบรมกระบวนการ ๖ ขั้น กับครูตุ๋มที่โรงเรียนบ้านหินลาด ตั้งแต่วันที่ ๑๗-๑๘ กันยายน ๒๕๕๙ (ผมบันทึกไว้ที่นี่) จากการสำรวจเบื้องต้น พบว่าครูทุกท่านได้นำเอากระบวนการ ๖ ขั้นของครูตุ๋มไปใช้ทุกท่าน โดยเน้นนำไปใช้แตกต่างกันไปตามข้อจำกัดของตนๆ

ความจริงกลุ่มเป้าหมายที่มาร่วมงานวันนี้ ไม่ใช่เฉพาะครูจากโรงเรียนเครือข่ายที่เข้าร่วมโครงการเท่านั้น แต่มีตัวแทนนักเรียนจิตอาสามาร่วมด้วยโรงเรียนละ ๒ คน เราแยกเวทีกันหลังจากพิธีเปิด โดยมอบให้แสนธีระวุฒิ ศรีมังคละ เป็นกระบวนกรกลุ่มนักเรียน (ผู้สนใจติดตามบล็อคของแสนครับ)

สำหรับวง "PLC ครู" ผมออกแบบกระบวนการแลกเปลี่ยนและถอดบทเรียนแบบง่าย ๆ แต่ได้ผลดีมาก ใช้เครื่องมือหาง่าย ได้แก่ดินสอสีกับกระดาษ วิธีคือ ให้ครูวาดรูปเด็กนักเรียนของตนเองไว้กลางกระดาษ แล้วให้เขียนข้อมูลของเด็กคนนั้นใน ๔ ประเด็น ดังรูปด้านล่าง ได้แก่ ๑) ข้อมูลพื้นฐาน (สิ่งแวดล้อม บริบทของเด็ก) ๒) ปัญหาหรือพฤติกรรมที่เป็นปัญหาเกี่ยวกับการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ๓) ความสำเร็จของครู หรือพัฒนาการ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือทักษะของเด็ก และ ๔) วิธีการของครู รวมถึงปัจจัยแห่งความสำเร็จของครู วัตถุประสงค์ของขั้นตอนนี้ คือให้คุณครูได้วอร์มอัพก่อนแลกเปลี่ยน เพื่อให้การถอดบทเรียนมีมิติเวลาจากซ้ายไปขวา (ค้นหาการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาการ) และมิติของการแก้ปัญหา คือ สิ่งแวดล้อม->สาเหตุ->วิธีแก้ -> ความสำเร็จ แบบตัว "ยู"



ขอเชิญชวนให้ครูเพื่อศิษย์ที่กำลังช่วยเหลือนักเรียนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ พิจารณาปัญหาและข้อแนะนำจากครูตุ๋มกรณีต่อไปนี้ (ทั้งที่จะมีตามมาในบันทึกต่อไป) หากท่านไม่ถนัดอ่าน สามารถคลิกฟังคลิปเสียงได้ แต่ต้องขออภัยที่เราใช้ภาษาถิ่นกันเกือบทั้งหมด


๑) เด็กชายเทพ (นามสมมติ)
ครู : เด็กชายเทพอาศัยอยู่กับตายาย พ่อแม่แยกทางกัน และไปทำงานต่างจังหวัด จะขึ้น ป.๒ แล้วยังเขียนพยัญชนะยังไม่ได้เลย เขียนหนังสือก็ไม่เป็นตัว ไม่เป็นระเบียบ สกปรกเลอะไปหมด มีความสนใจแต่ไม่ค่อยมีความจำ สมาธิสั้น สอน กอ อา กา เหมือนจะได้แต่ซักพัก ก็ลืมเหมือนเดิม ต้องมาเริ่มต้นใหม่ พยายามพาเขียนบ่อยซ้ำย้ำทวนก็แล้ว ก็ไม่ค่อยได้ผล (คลิกฟังครูเล่าได้ที่นี่ครับ)
ครูศิริลักษณ์ : วิธีการวางเป้าหมายในการเรียนของเด็ก ต้องไม่วางเป้าไกลเกินไป แม้การเขียนหนังสือไม่เป็นตัว หรือเขียนไม่สะอาด ก็ยังไม่ต้องเข้มงวดสะอาดและเป็นระเบียบทันที ต้องไม่ดุด่าว่าเด็ดขาด ให้ค่อยตะล่อมให้เกิดความสนุกชอบเรียนภาษาไทยให้ได้ ให้เข้ามาเล่นมาเรียนในห้องก่อน วิธีการคือ ให้ใช้การชม (ญ่ออง) และใช้ "เรื่องเล่า" (บนฐานเรื่องราวชีวิตที่เด็กคุ้นเคย) เช่น

  • กรณีเขียนไม่เป็นตัว เช่น ด.ช.เคน เขียนชื่อตนเองออกมาไม่เป็นตัว เราจะบอกว่า "...บักหล่า พ่อใหญ่เคนเพิ่นป่วยตั่วนี่ บักหล่าพาเพิ่นไปแล่นเล่นก่อนเด้อ พาเพิ่มไปออกกำลังกาย กินข่าวกินปลา ให้เพิ่นอ้วนขึ้นก็นี่เด้อ..." เป็นต้น
  • กรณีเขียนไม่เป็นระเบียบ ไม่สะอาด เช่น ให้บอกว่า "...บักหล่า..พ่อใหญ่เคนเพิ่นบ่อได้อาบน้ำจักเทื่อติ บักหล่าพาเพิ่นไปอาบน้ำ สาผม ทาแป้งงาม ๆ หวีผม ก่อนเด้อหล่า ..." เป็นต้น
  • กรณีมาตราตัวสะกด สำหรับเด็ก LD ให้สอนเฉพาะที่สะกดตรง ๆ โดยใช้เรื่องเล่า และผูกสิ่งที่ต้องจำไว้กับเรื่องเล่า หรือก็คือ ให้หลักการจำที่สัมพันธ์กับเรื่องเล่านั่นเอง
  • สำหรับตัวการันต์ ก็ให้ผูกเป็นเรื่องเล่า เช่น "...ทหารชอบคุยโทรศัพท์เด้หล่า ยักษ์สร้างเจดีย์ น้องชอบดูโทรทัศน์ ..." เป็นต้น
ท่านที่อยากฟังเสียงสดของครูตุ๋มในการแนะนำเพื่อนครู คลิกฟังที่นี่ครับ
อ.ต๋อย : ผมจับหลักสำคัญได้ดังนี้

  • ใช้การชมอย่างเดียว คือใช้เชิงบวกอย่างเดียว จากหนังสือ "เลี้ยงลูกยิ่งใหญ่" ของหมอวิจารณ์ ท่านสรุปงานวิจัยของต่างประเทศไว้น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องการชมไว้ว่า "...คำชมหรือยกย่องที่ถูกต้องคือ ต้องชมความฉลาดหรือปัญญา เพราะทำให้เด็กอ่อนแอและมีข้ออ้าง ต้องไม่ชมผลงานแบบลอย ๆ ว่าดีหรือเด่น เช่น "ลูกมีพรสวรรค์ด้านศิลปะ" คำชมที่มีคุณค่าต้องเลือกใช้อย่างระมัดระวัง โดยเลือกชมที่กระบวนการที่เด็กใช้ในการบรรลุผลอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งจะสร้างแรงบันดาลใจและพุ่งเป้าไปที่พฤติกรรมหรือการกระทำที่จำเพาะ ที่นำไปสู่ความสำเร็จที่เรียกว่า "ชมกระบวนการ" (Process Praise) ..." เช่น
    • เธอวาดภาพได้ดี ครูชอบรายละเอียดที่เธอใส่ในใบหน้าคน
    • เธอทบทวนสาระในรายวิชาสังคมศึกษาได้อย่างดีมาก เธออ่านทบทวนหลายรอบ และสรุปโครงสร้างของสาระ และทดสอบความรู้ของตนเองได้ดี
    • ครูชอบที่เธอลองวิธีแก้โจทย์คณิตศาสตร์นี้หลายวิธี จนพบวิธีที่ถูกต้องในที่สุด
    • การบ้านภาษาอังกฤษนี้ยาก แต่เธอก็มุ่งมั่นอยู่กับงาน เธอนั่งอยู่กับโต๊ะเรียนอย่างมีสมาธิ สุดยอด
(หากอยากฟังเสียงผมคุยกับครู อยู่ที่นี่ครับ)

  • ใช้เรื่องเล่า ใช้การเล่าเรื่อง ใช้ทั้งภาษาถิ่นและภาษาไทย หลักสำคัญคือ ต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความรู้เดิม โดยเฉพาะการเดินชีวิตของเด็ก เช่น เด็ก LD บางคน สับสนระหว่าง ก.ไก่ ถ.ถุง และ ภ.สำเภา และยิ่งจำไม่ค่อยได้กับตัวยาก ๆ อย่าง ฌ.กะเฌอ ณ.เณร วิธีการของครูตุ๋ม จะบอกว่า "่...ตัว ถ.ถุง มันต้องใส่ของนะลูก ต้องม้วนหัวเข้าเป็นถุง ไม่อย่างนั้นจะใส่สิ่งของไม่ได้ ... ส่วนตัว ภ.สำเภา คนเราต้องใช้เรือสำเภาออกไปหาปลา หัวมันต้องม้วนออก จะได้มีปลาอาหารมากิน ... ถ.ถุงกับ ม.ม้า มาเจอกันจะแปลงร่างเป็น ฌ.กะเฌอ ... หนูเข้าไปในถุงจะแปลงร่างกายเป็นเณรทันที....." เด็ก ๆ จะสนุกและจำได้ (คลิกฟังคำแนะนำของครูตุ๋มได้ที่นี่ครับ)
  • ครูควรจะมีการบันทึก ปัญหาและพฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงของเด็ก ๆ ไว้ ในสมุดประจำตัวเด็กอย่างต่อเนื่อง ... หากเราทำได้ จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนารายบุคคลมาก ๆ
(หากอยากฟังเสียง อ.ต๋อยพูดกับครู อยู่ที่นี่ครับ)







วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2559

PLC อบจ. ขอนแก่น : ครูภาษาไทยแก้ปัญหา "อ่าน-เขียนไม่คล่อง"

วันที่ ๔ ก.ย. ๒๕๕๙ ผมรับเชิญจากอาจารย์ ศน.เทวา ตั้งวานิชกพงษ์ ศึกษานิเทศก์ หัวหน้ากลุ่มงานนิเทศฯ ของ สำนักการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดของแก่น ความเป็นมาคือ รศ.ดร.เชาวลิต ชูกำแพง  (นักวิจัย IRES, กรรมการ กศจ.) แนะนำท่านว่า หากเป็นเรื่องการแก้ปัญหาการอ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้ ให้เรียนเชิญ ครูตุ๋ม ศิริลักษณ์ ชมภูคำ เป็นวิทยากร ครูตุ๋มจึงแนะนำผมให้ได้มีโอกาสมาร่วมด้วยอีกทีหนึ่ง ซึ่งผมเองก็รู้จักท่าน ศน.เทว รู้จักกันดีกับ ดร.นงเยาว์ ศึกษานิเทศก์มือดีของ อบจ.มหาสารคาม  ... โดยสรุป เครือข่าย PLC มีอยู่แล้วทุกที่ทุกระดับ เพียงแต่ใครจะเป็นกลไกขับเคลื่อนให้มีพลังจนเกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวนักเรียนได้จริง 

กระบวนการเรียนรู้ใน "วง PLC" ครั้งนี้ แบ่งเป็น ๓ ตอน ๔ ช่วง คือ BAR ก่อนเบรคเช้า -> Share BP ก่อนและหลังข้าวเที่ยง -> และ AAR ตกลงกันว่าจะนำมาปฏิบัติอย่างไร ในช่วงท้าย  โดยผมทำหน้าที่เป็นกระบวนกรนำคุย ระดมปัญหา กำหนดเป้าหมาย BAR และเชื่อมโยงให้เห็นวิธีการและความสำเร็จของ BP ครูตุ๋ม

ผมสังเกตว่า ครูภาษาไทยที่มาร่วมในวันนี้ทั้ง ๑๙ ท่าน มีความสนิทสนมกันดี มีเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วม (shared vision) ที่จะแก้ปัญหาเรื่องการอ่านออกเขียนได้ อ่านคล่องเขียนคล่อง อยู่แล้ว และน่าจะเกิดขึ้นเพราะมีโครงการแก้ปัญหานี้ที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง ครูหลายคนพูดถึง "ค่าย" สะท้อนว่า ค่ายพัฒนาหรือค่ายแก้ปัญหานี้ ซึ่งจัดขึ้นในปีที่แล้วได้ผลดี และมีการส่งเสริมต่อเนื่องให้ทำ "ค่าย" ต่อในปีนี้อีก และกลุ่มเป้าหมายเป็นครูท่านเดิม (อันนี้สำคัญมาก... ความต่อเนื่องเป็นเรื่องสำคัญ ที่ทำให้ BP ของครูตุ๋ม สำเร็จสัมฤทธิ์ผล)

ผลการระดมปัญหา (แทนการแนะนำตัว)  สะท้อนว่า การออกไปประเมินคัดกรองนักเรียนด้วยตนเองของทีม ศน.อบจ. ได้ผลชัดเจน ครูทุกโรงเรียนสามารถระบุจำนวนนักเรียนเป้าหมายและลักษณะของปัญหาได้อย่างมั่นใจ ที่น่าสนใจคือ คุณครูหลายท่านบอกความสำเร็จของตนเองอย่างภูมิใจ ผมมั่นใจว่า BP ของแต่ละครูแต่ละท่าน หากนำมาแบ่งปันกันในวง PLC จะมีประโยชน์ยิ่ง เช่น ท่านหนึ่งเริ่มแก้ปัญหาจากกิจกรรมสิ่งที่เด็กชอบทำ  ท่านหนึ่งบอกว่าที่โรงเรียนแบ่งนักเรียนเป้าหมายให้ครูทุกคนรับผิดชอบ ท่านหนึ่งบอกว่านำเอา "ครูอัตราจ้างและนิสิตฝึกสอน" มาช่วยเป็นต้น





การสอนคิดวิเคราะห์ในกระบวนการ ๖ ขั้น

ผมเคยถอดบทเรียน กระบวนการ ๖ ขั้นเพื่อแก้พัฒนาให้นักเรียนอ่านออกเขียนได้ของครูตุ๋ม ไว้ที่นี่ และวาดรูปเป็นผังดังภาพด้านล่าง


และต่อมา อ.หมิม ได้นำมาสร้างสรรค์ไว้ในผลงานอัน "งาม" ดังภาพ



ปัจจัยของความสำเร็จของโมเดลนี้คือ ความง่าย เรียงจากง่ายไปยาก เริ่มจากเรื่องใกล้ตัวของเด็ก จากสิ่งจำเป็นไปสู่จินตนาการ  แต่การนำไปใช้ให้ได้ผลคงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องมีเงื่อนไขที่ต้องใช้ "ครูเพื่อศิษย์" และ "ความต่อเนื่อง" "ยาวนาน"


จากเวที PLC ครั้งนี้ ผมได้มีโอกาสร่วมสังเกตการอบรมเชิงปฏิบัติ ในขั้นตอนการ "พาเรียน" โดยครูตุ๋มสมมติครูทุกท่านเป็นนักเรียน ให้ทดลองลงมือเขียนเรียนจากใบงาน ทีละเล่มๆ ทั้ง ๖ เล่ม เริ่มจาก อักษรไทย -> สระแท้ -> สระประสม -> สระเกิน -> อ่านนิทาน -> อ่านหนังสือในบทเรียน โดยประยุกต์ใช้กระบวนการ ๖ ขั้นไว้ในแต่ละเล่ม ซึ่งจะเน้นเติมเต็มแต่ละสิ่งให้นักเรียน ด้วยการดูแลแบบตัวต่อตัวจากพี่จิตอาสา ... ผมสังเกตว่า กระบวนการแต่ละขั้นได้สอดแทรกให้นักเรียนได้ "ฝึกคิด" ไว้อย่างแยบยล  เป็นการปูความคิดวิเคราะห์และคิดสร้างสรรค์ไว้ในนั้นอยู่แล้ว....

ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างคู่มือนักเรียนจิตอาสา ที่ครูตุ๋มพัฒนาขึ้น นักเรียนจิตอาสาจะค่อยๆ พาน้องนักเรียน ทำกิจกรรมตามขั้นตอนลงในสมุดไปตามลำดับ ...
  • เริ่มด้วยการให้นักเรียน เขียน แผนผังความคิด (แบบระดมสมอง) นี่เป็นการฝึกคิดวิเคราะห์ความสัมพันธ์ และเติมทักษะการคิดวิเคราะห์แบบหลักการให้โดยไม่รู้ตัว 
 

  • เขียนตามคำบอก

  •  คัดไทย ฝึกสมาธิ ความอดทน และกล้ามเนื้อมัดเล็ก

  •  วาดรูป -> เขียนคำ -> จำแนกคำ  ฝึกคิดวิเคราะห์แบบแยกแยะองค์ประกอบ

  • แต่งประโยค แต่งประโยคจากภาพ คิดวิเคราะห์เชื่อมโยง คิดสร้างสรรค์ จินตนาการ 

  •  เขียนอิสระ   เป็นการแต่งเรื่องราว เป็นการฝึกคิดสร้างเรื่อง วิเคราะห์และสังเคราะห์ความสัมพันธ์ จากภาพสู่เรื่องราว จากเรื่องราวสู่จินตนการสู่ภาพเหตุการณ์

ความจริงแล้วเราตีความอย่างไรก็ได้  เพราะการเรียนรู้นั้นมาจากเพียง ๓ ทาง ดังคำสอนพระพุทธเจ้า ว่า เราเรียนจากการฟัง (จดจำ จากคนอื่น) เรียนจากการคิด และเรียนจากการลงมือทำเอง ....

วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2559

หลักสูตร 3PBL 4.0

กิจกรรมวันที่สองของเวที PLC ครูเพื่อศิษย์อีสาน ประจำปี ๒๕๕๙ (๒๒-๒๓ กรกฎาคม) เราให้ความสำคัญกับการยกระดับกระบวนการเรียนรู้ไปสู่ "3PBL 4.0" หลังจากที่เราได้ทำ AAR กันว่า หลักสูตร 3PBL ที่ดำเนินกันมานั้น ดูเหมือนจะไม่ได้กำหนดเน้นเรื่องการสร้างนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน  ทำให้ไม่มี "ชิ้นงาน" ไปร่วมการประกวดต่าง ๆ ตามกระแสขับเคลื่อนการศึกษาของเมืองไทยตอนนี้ ที่มุ่งให้ผลงานและรางวัล ซึ่งการพิจารณาทุนการศึกษาและการคัดเลือกคนเข้ามหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ ก็(ดันไป)ให้ความสำคัญกับรางวัลเสียด้วย ... อย่างไรก็ตาม การเน้นเรื่องทักษะการคิดสร้างสรรค์และการสร้างนวัตกรรมเพื่อให้แก้ปัญหาได้จริงๆ ถือเป็นสิ่งที่่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในศตวรรษใหม่ที่ ๒๑ นี้

"วง PLC" จะยกระดับความรู้และประสบการณ์ได้ดี นอกจากการต้องมีการ "ลงมือปฏิบัติ" แล้ว สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือ ต้องมีใครสักคนใน "วง" นำความรู้หรือประสบการณ์ใหม่ ๆ หรืออาจได้มาจากการอ่าน การไปฝึกอบรมพัฒนา หรือมีผู้ทรงคุณวุฒิ มีผู้เชี่ยวชาญเข้ามากระตุ้นให้ความเห็น เป็นต้น ... เช่นเดียวกับการยกระดับกระบวนการของ "PLC ครูเพื่อศิษย์อีสาน" ในครั้งนี้  ที่คุณครูเพ็ญศรี ใจกล้า เสนอว่า เราต้องพาเด็กนักเรียนไปให้ถึง "ทักษะการสร้างนวัตกรรม" และครูศิริลักษณ์ ชมพูคำ ที่เรารบกวนท่านมาเล่าให้ฟังว่า จะสามารถนำเอาผลลัพธ์เชิงประจักษ์ของตน ไปทำ "ผลงานทางวิชาการ" เพื่อความก้าวหน้าทางวิชาชีพได้ ... บันทึกนี้จะมุ่งเล่าให้ผู้อ่านฟังว่า 3PBL 4.0 ที่เราได้เรียนรู้จากครูเพ็ญศรี ใจกล้า นั้นเป็นอย่างไร

ทำไมเรียก 4.0

ผู้อ่านที่ชื่นชอบเทคโนโลยี อาจจะคุ้นกับคำว่า 4G ที่ย่อมาจาก 4th Generation หรือยุคที่ ๔ ของการสื่อสารผ่านอุปกรณ์มือถือ ที่เปลี่ยนแปลงรุดหน้าอย่างรวดเร็ว
  • 1G พูดได้ทีละคน พูดพร้อมกันไม่ได้  ให้นึกถึงวิทยุสื่อสารไงครับ  เวลาจะพูดต้องกดปุ่ม พูดเสร็จต้องวางปุ่ม
  • 2G พูดพร้อมกันได้ คุยโต้ตอบได้เลย ไม่ต้องกดปุ่มใดๆ ส่งข้อความได้ด้วย ก็คือโทรศัพท์มือถือรุ่นแรก รุ่นกระดูกหมาไงครับ
  • 3G นอกจากคุยโต้ตอบได้ ส่งข้อความได้ ยังสามารถส่งไฟล์รูปภาพ ส่งไฟล์เสียง ไฟล์วีดีโอ ได้ด้วย เพราะยุคนี้สามารถส่งข้อมูลได้มากและรวดเร็ว ....  แน่นอนครับ "กินเงิน" เราเร็วด้วย .... 
  • 4G ใครที่มีโทรศัพท์ยุคนี้ สามารถคุยกันแบบเห็นหน้า หรือที่เรียกว่า "วีดีโอคอล" ได้เลยครับ นอก
แต่สำหรับผู้อ่านทั่วไปที่ไม่ค่อยสันทัดเทคโนโลยี ท่านคงจะได้ยินคำว่า "ไทยแลนด์ 4.0" จากรัฐบาลเมื่อไม่นานมานี้เอง  (อ่านได้ที่นี่)  เป็นการแบ่งการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศออกเป็น ๔ ยุค ได้แก่
  • ไทยแลนด์ 1.0  คือยุคภาคเกษตร
  • ไทยแลนด์ 2.0  คือยุคอุตสาหกรรมเบา เช่น ทอผ้า อาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ 
  • ไทยแลนด์ 3.0  คือยุคอุตสาหกรรมหนัก เช่น รถยนต์ เหล็ก ปูน ฯลฯ 
  • ไทยแลนด์ 4.0  คือยุคแห่งนวัตกรรม
เป็นความพยายามที่จะพาประเทศให้หลุดออกจาก "กับดักประเทศผู้มีรายได้ปานกลาง" ที่เน้นการผลิต (ต้องพูดว่ารับจ้างผลิต) ไปสู่ Value Based Economy เน้นเรื่องเพิ่มมูลค่า คุณค่า ด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ อ่านบันทึกสรุปการสืบค้นและสังเคราะห์ความได้ที่นี่ 

คุณครูเพ็ญศรีสรุปว่า ยุค ๔.๐ นั้น ผู้เรียนเปลี่ยน สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี สังคม กฎหมาย ทุกอย่างเปลี่ยน ดังนั้นการเตรียมคนสำหรับยุคนี้จึงต้องเปลี่ยนด้วย ... ผมจึงตั้งชื่อหลักสูตรเป็น "3PBL 4.0"  ด้วยเหตุประการนั้น เพื่อให้ทันสมัยและนโยบาย สื่อสารกันได้ง่ายขึ้น...

หลักสูตร 3PBL 4.0

โดยหลักการ กระบวนการ และวิธีการนั้น ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก แต่สิ่งที่เน้นย้ำมาก ๆ มากจนทำให้ 3PBL ----> กลายเป็น "3PBL 4.0" (แบบก้าวกระโดดข้าม 1.0 2.0 3.0) ก็คือ "ความคิดสร้างสรรค์" (Creative Thinking) ผ่านการเรียนรู้ที่เน้นสร้าง "ชิ้นงาน" ที่เป็น "นวัตกรรม" ทำเอง 


(Cr. เพ็ญศรี ใจกล้า)


ครูเพ็ญศรี เน้นในกล่องข้อวามสีชมพูว่า  ความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่พรสวรรค์ สามารถฝึกกันได้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นคำของ ศาสตราจารย์ กิลฟอร์ด (Guilford) นักจิตวิทยาชาวอเมริกา ซึ่งเสนอมาไว้ตั้งแต่ 1967 หรือ สี่สิบกว่าปีที่แล้ว (อ่านเรื่องนี้จากบันทึกของครูแอ๋มได้ที่นี่) และยกเอาทฤษฎีการคิดสร้างสรรค์ เกี่ยวกับ องค์ประกอบและประเภทของความคิดสร้างสรรค์ มาเล่าให้เพื่อนครูได้ทบทวนกัน ดังนี้ว่า

  • ความคิดสร้างสรรค์ มี ๔ องค์ประกอบได้แก่ คิดละเอียดละออ (Elaboration) คิดริเริ่ม (Originality) คิดยืนหยุ่น (Flexibility) และ คิดคล่อง (Fluency) 
  • ประเภทของความคิดสร้างสรรค์หรือระดับของการสรรค์สร้าง มี ๔ ระดับ ได้แก่ ระดับลอกเลียน (Duplicate) ระดับต่อเนื่อง (ต่อยอด ขยาย Extension) ระดับสังเคราะห์ (Synthesis) และระดับสร้างนวัตกรรม (Innovation) 
โดยสิ่งที่เราต้องเปลี่ยนก็คือ ครูต้องเรียนรู้และให้ความสำคัญเรื่องนี้ แล้วใช้วิธีอำนวยการเรียนรู้ไปสู่จุดนั้น

กิจกรรมส่งเสริมทักษะการคิดสร้างสรรค์

โจทย์ของครูคือ ทำอย่างไรจะฝึกให้นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์และมีประสบการณ์มากพอที่จะสร้างนวัตกรรมอันสามารถนำไปใช้ได้จริง  ต่อไปนี้เป็นกิจกรรมตัวอย่างของการออกแบบกิจกรรมนำให้นักเรียนได้ฝึกความคิดสร้างสรรค์ และสร้างนวัตกรรมในความคิด ... ผมจับหลักจากคำอธิบายของครูเพ็ญศรี ๓ อย่างคือ
  • ให้แยกความคิดหริอจิตนาการ ออกจากความเป็นจริงในการนำไปใช้งาน  ...  คือ บอกนักเรียนให้ใช้จิตนาการได้เต็มที่  โดยไม่ต้องมีเงื่อนไขใด ๆ  
  • กำหนด "ชนวนคิด" (ผมตั้งชื่อให้เอง...จะได้เข้าใจง่ายครับ) ให้ก่อน เช่น สร้างสถานการณ์ กำหนดอุปกรณ์ หรือ กำหนดเงื่อนไข ให้เป็นจุดเริ่มต้นของการฝึกคิดสร้างสรรค์นวัตกรรม 
  • ให้คิดเป็นกลุ่ม ให้เด็ก ๆ คิดเป็นกลุ่ม โดยใช้กระดาษฟลิบชาร์ท และเขียนสรุปความคิดสร้างสรรค์หรือนวัตกรรมของกลุ่มเป็นรูปภาพ ก่อนจะให้นำเสนอไอเดียหน้าชั้นเรียน 
หลังจากละลายพฤติกรรมด้วยกิจกรรม Brain Gym และกิจกรรมจิตศึกษา แต่ละกลุ่ม (กลุ่มละ ๔-๕ คน) ได้รับแจกซองสีน้ำตาล เมื่อเปิดผนึก พบว่าอุปกรณ์ที่ได้มาแตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่ม  ครูเพ็ญศรี ให้เวลาประมาณ ๑๕ นาที เขียนไอเดียสร้างสรรค์ลงในฟลิบชาร์ท และหลังจากนำเสนอ ให้ผมเป็นผู้เริ่มประเมินระดับความคิดสร้างสรรค์ด้วย

กลุ่มที่ ๑ ฟองน้ำ

อุปกรณ์ที่ได้คือ ฟองน้ำสีน้ำตาลเล็ก (เป็นชิ้นส่วนสก๊อตไบรท์ อันเล็กๆ)  ... หากเป็นผู้อ่าน จะสร้างนวัตกรรมอะไรจากสิ่งที่ได้นี้ ...


นวัตกรรม ของกลุ่มนี้คือ ที่นอนแห่งศตวรรษที่ ๒๑ "เตียงนอนแคปซูล" เวลาจะไปค่ายในป่าหรือไปท่องเที่ยวที่ไหน ไม่ต้องมัวยุ่งยากกับการเตรียมที่นอนและแบกหนักไป เพียงแต่มีเม็ดแคปซูลเตียงนอน อันเล็กเท่าเม็ดยา เปิดออกมาเป่าลมกลายเป็นเตียงขนาดใหญ่นอนได้หลายคน  มีปุ่มเปิดระบบนวดอัตโนมัติ และมีุปุ่มเก็บตัวเองกลับเป็นแคปซูลอย่างรวดเร็ว  

ลักษณะการคิดสร้างสรรค์แบบนี้ น่าจะอยู่ในระดับ สังเคราะห์-ลอกเลียน  คือ วิเคราะห์ก่อนว่าฟองน้ำและสปริงที่ได้นั้นมีคุณสมบัติของความยึดหยุ่น และวิเคราะห์ว่า ความยืดหยุ่นนั้น เกี่ยวกับอะไรได้บ้าง จะเอาไปใช้อะไรได้บ้าง และคิดถึงเตียงนอนนุ่มๆ ที่ยึดสามารถยึดหดได้จนสามารถเก็บไว้ในลักษณะแคปซูลขนาดเม็ดยา ตัดปัญหาเรื่องการหอบไปมาได้  ส่วนหลังนี้ผมคิดว่าเป็นการ "ลอกเลียน" ไอเดียที่อยู่ทั่วไปในทีวี

กลุ่มที่ ๒ ผ้าฝ้ายและอะลูมิเนียม

กลุ่มนี้ได้อุปกรณ์ในซองปริศนา เป็นเทียนไขกับอะลูมิเนียม  หากเป็นท่านผู้อ่าน จะสร้างชิ้นงานาอะไรครับ??? ...



กลุ่มนี้บอกว่า จะสร้าง "สปาเคลื่อนที่"  โดยเอาข้อดีของอะลูมิเนียมที่แข็งแรงแต่เบา และเอาคุณสมบัติของฝ้าฝ้าย มาใช้ทำเป็นผ้าเช็ดตัว ผ้าปูเตียง ใช้ทำผนัง หลังคา เพราะสามารถระบายความร้อนได้ดี ไม่ระคายผิว ทั้งยังเป็นการส่งเสริมสินค้าพื้นถิ่น ทำให้ชุมชนมีรายได้ ... คิดไปได้ล้ำบนฐานการคิดเพื่อสังคมอีกด้วย

ผมตีความว่า "ไอเดีย" นี้ สร้างสรรค์อยู่ในขั้น สังเคราะห์-ลอกเลียน เช่นกัน  คือนำเอาความรู้เดิมเรื่อง สปา ผ้าฝ้ายขาว และความเบา แข็งแรงของอะลูมิเนียม มาใช้ทำสิ่งที่เคยพบเคยเห็นกันอยู่ทั่วไป  ...

กลุ่มที่ ๓ ฝอนขัดหม้อกับมะขามเปียก

อุปกรณ์ในซองปริศนาของกลุ่มที่ ๓ คือ ฝอยขัดหม้อกับมะขามเปียก ชิ้นงานเป็นการผสานผสมของเนื้อมะขามกับชิ้นส่วนของฝอนขัดหม้อ เป็นสก็อตไบร์ท ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเอนกประสงค์ ทำความสะอาดร่างกาย  เครื่องครัว เครื่องประดับ หรือม้แต่สุขภัณฑ์ 


ชิ้นงานนี้น่าจะอยู่ในขั้น ลอกเลียน-เปลี่ยนแปลง-สังเคราะห์ มะขามยังคงเป็นมะขาม เอาประโยชน์ของเนื้อมะขามมาใช้โดยตรง ผสมกับฝอยโลหะยังคงความเป็นโลหะอยู่  สังเคราะห์รวมเอาคุณสมบัติการใช้งานของสองสิ่งมาไว้ด้วยกัน

กลุ่มที่ ๔ แผ่นพลาสติก

อุปกรณ์ที่ได้รับคือ แผ่นพลาสติก ชิ้นงานเป็น "เสื้อมหัศจรรย์" (Magic Shirt) มีความแข็งแรง ทำความสะอาดตนเองได้ ปรับอุณหภูมิภายในได้ ทนความรู้จากภายนอกสูง ฯลฯ


"ไอเดีย" นี้ก็เป็นแบบ สังเคราะห์-ลอกเลียน สังเคราะห์หมายถึง สังเคราะห์เอาคุณลักษณะของพลาสติกมาใช้ ส่วนคำว่าลอกเลียนคือ เอามาทำสิ่งที่เรามีกันอยู่ทั่วไปคือ เสื้อ

ข้อสังเกต

ผม AAR  ว่าตนเองได้เรียนรู้มากจากกิจกรรมที่ครูเพ็ญศรี ใจกล้า และครูสุกัญญา มะลิวัลย์ นำมาแลกเปลี่ยนในวันนี้  เกิดแรงบันดาลใจ เกิดความมั่นใจให้พลังเพิ่มขึ้นอย่างมาก  ผมจับความว่า 3PBL 4.0 นั้น นอกจากจะเราจะต้องจัดกิจกรรมไปให้ถึง "นักเรียนเรียนรู้เองจากการลงมือทำ" แล้ว ยังต้องอำนวยให้พวกเขาได้ฝึก "คิดสร้างสรรค์" และสร้างชิ้นงานที่เป็น "นวัตกรรม" ให้ได้

ผมตีความว่า การศึกษาในศตวรรษที่ ๒๑ เป็นการสร้างสังคมฐานความรู้  เพราะสังคมฐานความรู้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าประเทศที่พัฒนาแล้วประสบความสำเร็จอย่างไร นวัตกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นล้วนแต่เกิดจากองค์ความรู้ที่พัฒนาไป  ใครเป็นเจ้าของความรู้จะก้าวไปสู่ความเป็นเจ้าของนวัตกรรม ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าและคุณค่าให้กับตนเองและประเทศได้มหาศาล

สังเกตว่าเราจะสร้างนวัตกรรมบนฐาน "ความรู้เดิม" ทั้งหมด ดังนั้น หากความรู้เดิมไม่ใหม่ เรามักจะไม่ได้นวัตกรรใหม่  สิ่งที่ได้จะอยู่ที่ ลอกเรียน - สังเคราะห์ - เปลี่ยนแปลง ต่อยอด เท่านั้น ยังไม่ไม่ถึง "นวัตกรรมใหม่" ที่แท้จริง  

หลังจากการนำเสนอของเรา ครูเพ็ญศรี ได้นำเอาตัวอย่างนวัตกรรมต่างๆ มาเล่าให้ฟัง ดังนี้ครับ ... น่าสนใจมาก


  (สไลด์ ครูเพ็ญศรี ใจกล้า)  เครื่องช่วยเดิน  เป็นการต่อยอดจากนวัตกรรมที่เขาเป็นเจ้าของ บนฐานความรู้และนวัตกรรมของเขา

(สไลด์ ครูเพ็ญศรี ใจกล้า) ที่จอดรถที่สามารถชาร์ทไฟให้รถไฟฟ้าได้ ... เช่นเดียวกัน... เป็นการต่อยอดจากนวัตกรรมเรื่องรถไฟฟ้า แบตเตอรรี่ ... ซึ่งหากเราไม่ใช่เจ้าของ เราก็สร้างนวัตกรรมต่อยอดแบบนี้ไม่ได้
 (สไลด์ ครูเพ็ญศรี ใจกล้า)  ชิปซิมที่โทรศัพท์ไปได้ทั่วโลก ... เป็นนวัตกรรมบนฐานความรู้เรื่องอิเล็คทรอนิกส์และไอซีที  ซึ่งไม่มีฐานความรู้นี้ในโรงเรียน

  (สไลด์ ครูเพ็ญศรี ใจกล้า) ปริ๊นเตอร์ดินสออันนี้ ถือเป็น "นวัตกรรม" ที่แท้จริงครับ ... ต้องบอกว่า "ใช่เลย!!!"  ทั้งคนคิดคนทำ และน่าจะสามารถนำไปใช้ได้จริง ทำขึ้นได้จริง ... แน่นอนว่า ต้องมีฐานเทคโนโลยีเดิมมาก่อน ...

(สไลด์ ครูเพ็ญศรี ใจกล้า) สายรัดข้อมูลนี้ ถือเป็นวัตกรรมต่อยอด ที่ใช้ความรู้ทางฟิสิกส์และอิเล็คทรอนิกส์ 
(สไลด์ ครูเพ็ญศรี ใจกล้า) รถไม่มีคนับแบบนี้ มาแน่ในทุก ๆ ประเทศในอนาคตอันใกล้ เพราะเท่าที่ทราบ ประเทศฟิลแลนด์ ประกาศเป็นนโยบายแล้วว่า  2025 จะนำมาแทนรถยนต์ส่วนใหญ่ในประเทศ  ... ฟิลแลนด์มีประชากร ๘ ล้าน ได้รับการยอมรับว่ามีระบบการศึกษาดีที่สุดประเทศหนึ่งของโลก


(สไลด์ ครูเพ็ญศรี ใจกล้า) สิ่งต่อไปนี้ถือเป็น "ไอเดีย" นวัตกรรม ที่นำเอาสิ่งที่มีอยู่ง่าย ๆ มาประดิษฐ์  เป็นตัวอย่างของการคิดสร้างสรรค์แบบ "คิดละเอียดละออ" และนำเอาสิ่งที่มีอยู่มาต่อยอด ... น่าจะเป็นตัวอย่างของ "ชิ้นงาน" ที่ทำในโรงเรียนได้







ขอขอบคุณคุณอาเพ็ญศรี ใจกล้า ที่ได้นำพาครูเพื่อศิษย์อีสาน ให้ผ่านมาจนถึงจุดนี้ ...  ผมพยายามศึกษาและสังเกตว่า ทำไมท่านถึงได้รับการยอมรับจากลูกศิษย์และเพื่อนครู  ... หากผู้อำนวยการและผู้บริหารโรงเรียนในจังหวัดมหาสารคาม ให้ความสำคัญมากขึ้น โมเดลการสอน IS 1, 2,3  ของโรงเรียนเชียงยืน จะเป็นต้นแบบของการเรียนการสอนในศตวรรษใหม่สำหรับประเทศไทยที่แท้จริง ....