วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ขับเคลื่อน PLC เทศบาลเมืองมหาสารคาม _๓๖ : PLC เทศบาลบ้านวิทย์น้อย ร.ร. เทศบาลบูรพาพิทยาคาร (๒)

อ่านบันทึกที่ ๑ ที่นี่

บันทึกนี้จะเล่าถึงวิธีการสอนของครูคเณศ ดวงเพียราช  ซึ่งผมคิดว่า เป็น BP (Best Practice) ที่ครูปฐมวัยน่าจะเอาไปปรับใช้กับบุคลิกของตนเอง  จากการสังเกตของผม ไม่ใช่เฉพาะครูที่อยู่ ร.ร.บูรพาพิทยาคาร เท่านั้น ที่มองว่า ครูคเณศ เป็นผู้นำผู้รู้  แต่ครูที่ปฐมวัยในสังกัดเทศบาลมหาสารคามทุกคน รวมทั้งผู้บริหารทุกโรงเรียน ก็ให้การยอมรับท่านทุกคน ... ตรงนี้อาจไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือ ทำไมครูที่ไม่ได้เรียนมาสายปฐมวัย ถึงได้รับการยอมรับ ...   หลังจากได้ไปเยี่ยมการสอนด้วยตนเอง ผมก็เข้าใจ และอยากจะนำเอาเทคนิคและวิธีการของท่านมาเล่าต่อครับ ....

ภูเขาไฟระเบิด

การทดลองที่ครูคเณศ เลือกมาให้เด็กๆ เล่นวันนี้คือ "ภูเขาไฟระเบิด" สาระสำคัญของการทดลองนี้ อยู่ที่ "ปฏิกิริยาเคมี" ระหว่าง "กรด" กับ "่ด่าง" ดังนั้นสำหรับเด็กอนุบาลเล็กๆ ถ้าจะให้เข้าใจกระบวนการทางเคมีคงเป็นเรื่องยาก ดังนั้น วัตถุประสงค์ด้านองค์ความรู้ น่าจะหยุดอยู่ตรง "ปฏิริยาเคมี" แต่เน้นเชื่อมโยงสอนให้รู้เรื่องภูเขาไฟและเรื่องไฟใต้พื้นภิภพ (เรื่องโลก) ไปเลย ...

วิธีการทำการทดลองนี้ สืบค้นได้ทางอินเตอร์เน็ตได้ง่าย  สรุปได้สั้นๆ เป็น ๕ ขั้นตอน ดังนี้
  • ปั้นดินน้ำมันเป็นรูปภูเขาไฟ ให้มีโถงกลวงตรงแกน มีปล่องตรงกลางถึงปลาย คล้ายๆ ภูเขาไฟ 
  • ใช้ช้อนตักเบ้กกิ้งโซดา (Baking Soda) หรือโซเดียมคาร์บอเนตลงไปในภูเขาไฟประมาณ ๒-๓ ช้อนชา ....  เบ้กกิ้งโซดาไม่ใช่ผงฟูนะครับ ผงฟูจะมีส่วนผสมจากเบ้กกิ้งโซดา ความเป็นด่างของมัน จะทำ "ปฏิกิริยาเคมี" เกิดเป็นก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์ ทำให้ขนมปังฟูน่ากินนั่นเอง 
  • หยดน้ำยาล้างจาน เช่น ซันไลน์ (ที่ชอบใช้กัน) เพื่อจะให้เป็นฟองฟู่ดูเหมือนระเบิดออกมา ...  แนะนำว่าอย่าใส่เยอะครับ เพราะฟองมากไป ก็ไม่เหมือนลาวาจากภูเขาไฟจริงๆ 
  • เทน้ำส้มสายชู ลงใส่ ... ความเป็นกรดของน้ำส้มสายชู จะทำปฏิกิริยากับเบ้กกิ้งโซดา เกิดฟองอากาศทะลักไหลล้นออกมาก 
ที่ว่ามานี้ อ่านไปก็คงไม่เข้าใจครับ  ลุยเลยจะดีครับ  ครูคเณศ พบว่า หากใช้อีโน  (คลายกรดลดแน่นเฟ้อ) จะดีกว่า ...

วิธีการสอนของครูคเณศ

๑) ให้เด็กปั้นภูเขาไฟดินน้ำมัน   ...   ผมตีความว่า นี่คือการเตรียมนักเรียนที่ดีมาก ในมุมมองของทฤษฎีการเรียนรู้ การปั้นเป็นหนึ่งในกิจกรรม ที่ครบถ้วนทั้ง ๓ ฐาน ทั้งฐานกาย (Hand) ฐานคิด (Head) และฐานใจ (Heart) ขึ้นอยู่กับว่าจะเชื่อมโยงอย่างไร  นักวิชาการเรียกว่า "design thinking"   จุดเด่นของครูคเณศ คือ นำทำกิจกรรมนี้ได้ผล  นักเรียนไม่สนุกเกินไป (ผมหมายถึงเล่นเกินไป จนไม่นิ่ง) และไม่เครียดเกินไป (ครูหลายคนใช้ระเบียบ การปราม ห้าม) ...

๒) วาดภาพภูเขาไฟบนกระดานแล้วอธิบายเชื่อมโยงชีวิตและธรรมชาติสู่การทดลอง  ....  สิ่งที่เป็น Bp คือ "ไม่รีบ" "ไม่เร่ง" "ไม่เกร็ง" "ไม่เกิน"  หมายถึง เป็นธรรมชาติ สังเกตได้จากสิ่งที่เด็กๆ พูดออกมา จะไม่เหมือนการท่องจำ แต่พูดออกมาจากความคิดของตนเอง

๓) สร้างแรงบันดาลใจโดยใช้คำถามและการพูดชี้ชวน ... อันนี้ต้องดูคลิปเองครับ





๔) แนะนำอุปกรณ์ ทีละอันๆ  โดยเชื่อมโยงชีวิตประจำวันของเด็ก

๕) "พาทำ" ...  ตามขั้นตอนที่ได้กล่าวไปแล้ว ...  แต่ดูคลิปนี้ จะได้เรียนรู้วิธี "พาทำ" และ "นำให้เรียนรู้" ครับ 



 ๖) ตั้งคำถาม ชี้ชวนให้สังเกต และให้อธิบาย ทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมด ...  ตรงนี้สำคัญ และส่วนใหญ่ ยังขาดอยู่มากๆ ครับ
  •  เพราะครูส่วนใหญ่ จะพอใจเพียงเมือเด็กตอบสนองด้วยคำตอบ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการตอบสั้นๆ (ความจริงคำถามส่วนใหญ่เป็นคำถามนำ ประเภท ไหม?  อะไร? มากขึ้นหรือลดลง? มากกว่าหรือน้อยกว่า? ฯลฯ)   สิ่งที่เราต้องฝึกให้นักเรียนคือ การอธิบายเหตุการณ์ การเล่าเรื่องอย่างเป็นลำดับขั้นตอน และเป็นเหตุเป็นผล
  • เพราะครูส่วนใหญ่ จะพอใจเพียงแค่เด็กตอบคำถามได้ ความจริงเด็กไม่ได้ฝึกมาก การตอบคำถามนั้นไม่ยาก    เราต้องฝึกให้เด็กตั้งคำถาม  พวกเขาจะได้ฝึก "คิดเอง" "สงสัย" เป็นการบ่มเพาะความใฝ่รู้   
๗)  ทบทวนและสะท้อนการเรียนรู้ด้วยการให้วาดภาพระบายสีภูเขาไฟลงในกระดาษ เป็นรายบุคคล


ข้อเรียนรู้จากดูการสอนของครูคเณศ

ยิ่งมาได้เรียนรู้กับครูคเณศ ผมยิ่งเข้าใจมากขึ้นว่า ทำไมระเบียบวิธีวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ ที่นำมาใช้กับการศึกษานั้นไม่ได้ผล ...  เพราะ... นี่ไม่ใช่เพียงศาสตร์และศิลป์ แต่มันเป็น "วัฒนธรรม" ประจำคนจริงๆ  คือ...
  • ทำตามได้ยาก 
  • ทำซ้ำได้ยาก 
  • ทำแบบใหม่ๆ ได้ยาก 
ดังนั้น การนำเครื่องมือจัดการความรู้ (Knowledge Management) หรือ KM มาใช้ จึง "ใช่" ทางที่ถูกและเหมาะที่สุด




วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ขับเคลื่อน PLC เทศบาลเมืองมหาสารคาม _๓๕ : PLC เทศบาลบ้านวิทย์น้อย ร.ร. เทศบาลบูรพาพิทยาคาร (๑)

วันที่ ๑๙ พ.ย. ๒๕๕๘  ทีม CADL ลงพื้นที่ไปเชียร์การจัดการเรียนการสอนตามโครงการอนุบาลบ้านวิทยาศาสตร์น้อย โรงเรียนเทศบาลบูรพาพิทยาคาร หลังจากปีการศึกษาที่ผ่านมา เราทำเวที PLC อบรมพัฒนาครูแล้ว ๒ ครั้ง (อ่านได้ที่นี่)

เราไปถึงโรงเรียนประมาณ ๘:๓๐ น. นักเรียนอนุบาลตั้งแถวรวมกันทำกิจกรรมหน้าอาคาร ๓ ชั้น ที่ทั้งสามชั้นของตึกนี้ ยกให้เป็นส่วนโรงเรียนอนุบาลทั้งหมด นักเรียนกว่าร้อยคน กำลังจะเดินเรียงแถวเข้าชั้นเรียนพอดีครับ... ผมคิดในใจว่า การไปเยี่ยมโรงเรียนต่อไป ต้องไปให้เช้ากว่านี้ จะได้เห็นวิธีที่โรงเรียนเตรียมความพร้อมของนักเรียนด้วย




ที่น่าสนใจคือ นักเรียนทุกคนใส่เสื้อกันเบื้อน  ความจริงไม่ใช่เฉพาะโรงเรียนนี้ ทุกที่ก็ให้นักเรียนใส่ผ้ากันเบื้อนหมด ... ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ เราใส่เสื้อกันเบื้อนเพื่อไม่ให้ "กลัวเบื้อน" เพราะเด็กที่เรียนรู้ด้วยการลงมือทำด้วยตนเองนั้น ย่อมต้องเปื้อนอยู่แล้ว ดังนั้นการสอนที่ ผ้ากันเปื้อนไม่เคยเปื้อน อาจเป็นสัญญาณเตือนว่า เราสอนไปผิดทาง...

ด้านอาคารสถานที่วัสดุอุปกรณ์พร้อมมาก ครับ ต้องขอบคุณคณะครู ผู้อำนวยการ และทางเทศบาลฯ ที่ให้ความสำคัญต่อโรงเรียน ข้อสังเกตที่จะเขียนต่อไปนี้ เป็นหลักฐานว่าเทศบาลดูแลดีจริงๆ



  • ให้มาทั้งตึก หน้าห้องทุกห้อง จัดเก็บสิ่งของเรียบร้อย สะอาด มีชั้นวางรองเท้าหลากสี รองเท้าทุกคู่ดูเหมือนถูกจับวางอย่างมีสติ มีป้ายความรู้ติดให้เห็นเด่นทั่วทุกจุด  ...  เหล่านี้เราเรียกว่า "ครูไม่พูด" ซึ่งจำเป็นในการปลูกฝังเด็กๆ มากๆ 
  • ภายในห้อง หน้าห้อง หลังห้อง มีสื่อการสอนสีสวยประณีตติดเต็มฝาผนัง ข้างกระดานมีบอร์ดสื่อทั้งภาพ ตาราง วัน เดือน ปี สี ภาษาอังกฤษ กิจกรรรมวันสำคัญ และอื่นๆ  ยากจะอธิบายได้ครบ ... ผมไม่ได้ถามว่าเป็นผลงานเด็กหรือเปล่า ... เพราะหลักสำคัญคือ ต้องแสดงผลงานเด็ก เพื่อให้เด็กได้เห็นผลงานตนเอง แม้บางอันจะไม่สวย แต่ในเมื่อครูช่วยแนะ นักเรียนก็จะมีพัฒนาตามลำดับ 
  • หลังห้องหรือข้างห้อง มีโต๊ะครูประจำชั้น วางกั้นระหว่างที่เก็บของสำคัญ ที่ครูจะเป็นคนจัดหาไว้เตรียมสอน  ... มีระเบียบเรียบร้อย เป็นหมวดหมู่มากครับ  ...  "ครูไม่พูด" นี่สำคัญมาก เช่น  หากครูวางของไม่เป็นระเบียบบนโต๊ะทำงานของครู  จะยากมากที่จะสอนให้เด็กวางของให้เป็นระเบียบได้ 
  • หลังห้องตรงมุมอีกส่วน เป็นมุมของเด็กไว้เก็บสิ่งของของตนเอง ตั้งแต่กระเป๋า ยาสีฟัน ฯลฯ  จัดไว้เป็นสัดส่วนเรียบร้อย 
  • มีทีวี วีดีโอ เทคโนลนีสารสนเทศ พร้อมไว้ให้อง 
  • ที่สำคัญคือ จำนวนเด็กไม่มากเมื่อเทียบกับห้องขนาดใหญ่ ....ยังรับได้อีกเยอะ
  • สื่อการสอนในห้องเด็กเล่นเพียบ ... ดูรูปครับ




ครูคเณศ ออกแบบไว้ว่า เราจะเดินดูการทดลองหรือกิจกรรมทุกห้อง ห้องละประมาณ ๓๐ นาที แล้วไปทำ AAR หลังครบทุกห้อง  ขอเล่าด้วยภาพนะครับ

ไฟฟ้าสถิตย์ 

กิจกรรมคือ เอาลูกโป่งถูกับกระดาษ แล้วเอามาใกล้เส้นผม ผมจะถูกดูดติดกับลูกโป่งขึ้นมา ปัญหาที่เด็กต้องช่วยกันหาคำตอบคือ ทำไมถึงเส้นผมจึงติดลูกโป่ง?

การทดลองง่ายๆ แต่เด็กก็ชอบและสนุกมาก ยิ่งถ้าครูแจกลูกโป่งให้นักเรียนทุกคนได้ลองทำ  คงจะสนุกครบทุกคน



ประเด็นสำคัญของการทดลองนี้ อยู่ที่คำว่า "ไฟฟ้า" และ "ประจุไฟฟ้า"  ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับเด็กอนุบาลที่จะเข้าใจทฤษฎี จึงไม่ต้องเน้นเนื้อหาทฤษฎี แต่ให้เน้นกระบวนการ และทิ้งคำถามหรือข้อสงสัยว่า "ทำไมลูกโป่งกับเส้นผมดูดกันได้" ไว้นานๆ อาจแจกให้เด็กๆ เอาลูกโป่งไปลองทำให้พ่อแม่ดูดที่บ้าน และให้ถามพ่อแม่ ก่อนจะมาสรุปกันวันหลัง

อย่างไรก็ดี ต่อไปนี้คือ สาระสำคัญสำหรับครูครับ ....

"วัตถุทุกสิ่งอย่างประกอบขึ้นด้วนอนุภาค อนุภาคหลายๆ อนุภาคประกอบกันก็เป็นอะตอม อะตอมหลายๆ อะตอมประกอบกันจะได้โมเลกุล  หลายๆ โมเลกุลก็จะประกอบเป็นวัสดุสิ่งของต่างๆ "

"แต่ละอนุภาคจะมีคุณสมบัติประจำตัว ๓ อย่าง ได้แก่ มวล  ประจุไฟฟ้า และ สปิน   มวลจะอธิบายเรื่องน้ำหนัก ปริมาตร  ประจุไฟฟ้ารวมของอนุภาคอะตอมหรือโมเลกุลนั่นเอง คือที่มาของไฟฟ้าสถิตย์ ส่วนสปินจะอธิบายเรื่องความเป็นแม่เหล็ก"


"ทุกสิ่งทุกอย่างประกอบด้วยอนุภาคเล็กๆ ที่มีประจุไฟฟ้า ประจุไฟฟ้ามีสองชนิดคือ ประจุบวก กับ ประจุลบ  ถ้าจำนวนประจุบวกและประจุลบมีจำนวนเท่ากัน  สิ่งนั้นก็จะเป็นกลางทางไฟฟ้า แต่ถ้าเอาลูกโป่งถูกับกระดาษ ประจุลบจะหลุดออกมา ทำให้จำนวนประจุบวกมากว่าประจุลบ ทำให้ลูกโป่งมีประจุรวมเป็นบวก เมื่อเอาไปไว้ใกล้เส้นผมบนหัวที่มักมีประจุลบ ก็จะดูดกัน"

แต่สำหรับเด็ก ขอให้เกิดความสงสัยในเรื่อง "ไฟฟ้า" ก็น่าจะโอเคนะครับ

การละลายของน้ำตาล




สาระสำคัญคือ ทำให้เด็กรู้จักคำว่า "ละลาย"  รู้ว่าน้ำตาลละลายในน้ำ คำถามสำคัญคือ  "น้ำตาลหายไปไหน?"  และควรจะบูรณาการเรื่องงานศีลปะ เข้ามาด้วยครับ

ความลับของสีดำ



 สาระสำคัญของเรื่องนี้คือ สีหลายๆ สีผสมกันจะได้สีดำ  พูดกลับกันก็คือ  สีดำเกิดจาการผสมกันของหลายๆ สี

สีเต้นระบำ (แรงตึงผิว)


สาระสำคัญอาจจะยากเกินไป ที่จะทำให้เด็กต้องเข้าใจทฤษฎี   แค่เพียงให้คำว่า แรงตึงผิวผ่านหูผ่านตา และรู้ว่าเร้าซักเสื้อผ้าได้เขาสะอาดก็เพราะสารลดแรงตึงผิวนั่นเอง รวมทั้งซัลไลน์ก็เอาไว้ลดแรงตึงผิวของไขมัน นั่นเอง

ภูเขาไฟระเบิด


 สาระสำคัญ คือ "ปฏิริริยาเคมี"  ระหว่างผงฟูกับน้ำและซันไลน์  แต่ครูคเณศพบว่า ใช้ "อีโน" ดีกว่า ... ทฤษฎีเรื่องสารเคมีก็อาจจะยากไปสำหรับเด็กๆ ..  แต่ยิ่งสงสัย เด็กอาจจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ เพื่อไขความสงสัยของตนก็ได้เมื่อโตไปกับทักษะ "วัฏจักร" นักวิทย์น้อย

....  ที่ ร.ร. บูรพาพิทยาคาร มี แนวปฏิบัติในการสอนที่น่าจะถอดบทเรียนออกมาเล่าต่อ ๒ ท่าน  แต่ขอมาเล่าในบันทึกต่อไป ก็แล้วกันครับ ...

ขับเคลื่อน PLC เทศบาลเมืองมหาสารคาม _๓๔ : PLC เทศบาลบ้านวิทย์น้อย ปี ๒๕๕๘ "ประเมินแบบ PLC"


เราตั้งเป้าหมายร่วมกันว่า เด็กอนุบาลของโรงเรียนสังกัดเทศบาลมหาสารคามทุกคน จะได้ทำการทดลองอย่างน้อย ๒๐ การทดลอง และมีตัวอย่างโครงงานอย่างๆ น้อยโรงเรียนละ ๒ โครงงาน เพื่อวางพื้นฐานสำหรับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ ในระดับประถมต่อไป

ในมิติของการสื่อสารให้ผู้ปกครองได้รับรู้  ผู้ดำเนินการโครงการบ้านวิทยาศาสตร์น้อยส่วนกลาง ได้กำหนดแนวทางในการประเมินด้วยระบบออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์ www.lsh-shcool.com  ซึ่งมีประโยชน์และสะดวกต่อ "คนดู" เพื่อแรกเปลี่ยนเรียนรู้ระยะไกล ส่วนผู้ปกครองและครูในพื้นที่ วิธีที่ดีที่สุดคือ PLC เวียนศึกษาดูประสบการณ์ของกันและกัน อย่างไรก็ดี ผู้ประสานงานเครือข่าย (หรือที่เรียกว่า LN (local network)) ต้องฝึกอบรมวิธีการรายงานผลการดำเนินการผ่านระบบนี้ภายในเดือนธันวาคม ๒๕๕๘ นี้  เพื่อที่จะรองรับการประเมินออนไลน์ที่กำหนดเวลาไว้ให้แล้วเสร็จภายในกุมภาพันธ์นี้

ข้อตกลงเบื้องต้นของเราคือ  แต่ละภาคการศึกษาเด็กๆ จะได้ทำการทดลองหรือกิจกรรมบ้านวิทย์น้อย อย่างน้อย ๑๐ การทดลอง หรือ อย่างน้อย ๒๐ กิจกรรมต่อปีการศึกษา  และเด็กๆ ได้รับการฝึกฝนปลูกฝังทักษะทางวิทยาศาสตร์ด้วยการเรียนเน้นกระบวนการด้วย "โครงงาน" อย่างน้อยภาคการศึกษาละ ๑ โครงงาน หรือปีการศึกษาละ ๒ โครงงาน  ... นี่คือเกณฑ์ของการผ่านเข้ารับตราพระราชทาน



วิธีการประเมินแบบกัลยาณมิตร คือ ต้องไม่กำหนดว่าจะไปดูอะไร มีเกณฑ์อย่างไร ให้ทุกอย่างค่อยๆ พัฒนาไปตามธรรมชาติ ไม่เร่งรีบเกินไป  เป็นกันเอง ไม่ไปเพิ่มภาระของครูมากเกินไป ทำอย่างไรที่ครูจะสอนให้ดูเหมือนกับที่ครูสอนอยู่เป็นปกติ .... เขียนหรือคิดเรื่องนี้ทำได้ง่าย แต่จะทำได้หรือไม่ก็ต้องพยายามครับ

นักฟิสิกส์พบว่า  เมื่อใดที่เราใช้เครื่องมือไปวัดว่า อนุภาคนั้นมีขนาดใหญ่แค่ไหน เราจะไม่มีทางรู้ว่าอนุภาคนั้นเคลื่อนที่หรือไม่  และทุกครั้งที่เราเข้าไปวัดเราจะไม่มีวันได้ความจริงว่าอนุภาคนั้นอยู่อย่างไรในขณะไม่ถูกวัด ....ทุกอย่างเป็นเพียงโอกาสและการคาดเดา....  ผมมีความเห็นว่า วิธีการสร้างเครื่องมือไปวัดครูของนักการศึกษาไทย ให้ผลที่คล้ายหลักของฟิสิกส์นี้มาก ....ต้อง "ประเมินแบบ PLC" แบบนี้ไม่มีผู้ประเมิน ไม่มีผู้ถูกประเมิน หรือมุมหนึ่งคือ ทุกคนคือผู้ประเมิน ทุกคนคือผู้ถูกประเมิน ....

(ไปมาแล้ว ๓ โรงเรียนขณะเขียนบล็อคนี้... เพลิน...และมีความสุขครับ)


กำหนดการคร่าวๆ ที่เราต้องรับรู้ร่วมกันคือ 

๑) เราต้องฝึกอบรมเรื่องการประเมินออนไลน์ที่ส่วนกลางกำหนดภายในเดือนธันวาคม ๒๕๕๘ นี้
๒) โรงเรียนเข้ากรอกแบบประเมินภายในเดือน มกราคม-กุมภาพันธ์  ๒๕๕๘
๓) LN (Local Network) หรือผู้ประสานงานเครือข่าย ทำการประเมินภายในเดือน กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘
๔) โรงเรียนที่ผ่านการประเมินส่งโครงงานให้กับ LN มีนาคม - เมษายน ๒๕๕๘

และมีข้อกำหนดเบื้องต้นสำหรับการผ่านเกณฑ์ คือ

๑) ทำการทดลองอย่างน้อง ๒๐ การทดลองหรือกิจกรรม
๒) ทำโครงงานอย่างน้อย ๒ โครงงาน
๓) ส่งรับการประเมินออนไลน์  ๑ โครงงาน หลังจากที่ผ่านการประเมินของ LN แล้ว

.... สุดท้าย ... อย่าไปสนใจมากครับ เดี๋ยวผมจะค่อยๆ ถามไปเรื่อยๆ ครับ  ตอนนี้ ให้เอาสิ่งดีๆ ไปสู่เด็กทุกคนครับ คือ เอาการทดลองและโครงงานไปสู่นักเรียนผ่านกระบวนการ "วัฏจักร" วิทย์ ๖ ขั้นตอนนี้ ....


อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ครับ


วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2558

ครูเพื่อศิษย์อีสาน ดีเด่น ประจำปี ๒๕๕๘

ครบ ๓ ปีแล้วสำหรับการทำงานของศูนย์พัฒนาวิชาการเพื่อการเรียนรู้ หรือ Center of Academic Development for Learning (CADL) ที่นำเอาเครื่องมือ KM มาทำงานพัฒนา "ชุมชนเรียนรู้ครูเพื่อศิษย์" หรือ Professional Learning Community (PLC) โดยใช้ชื่อของชุมชนครูที่มารู้จักกันผ่่านช่องทางนี้ว่า "ชุมชนเรียนรู้ครูเพื่อศิษย์อีสาน"

เราพยายามค้นหาและส่งเสริมการพัฒนาตนเองของครูดีครูเพื่อศิษย์ เพื่อให้กำลังใจครูที่อยู่และเป็นเพื่อลูกศิษย์ มีอุดมการณ์ ทำงานด้วยใจ หาครูที่ทุ่มเทกับการให้อนาคตที่ดีแก่ศิษย์อย่างแท้จริง  และช่วยหนุนให้ครูท่านพัฒนาการเรียนการสอนของตนเองอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเผยแพร่ประสบการณ์ที่ดได้ผล โดยกระบวนการ "ถอดบทเรียน" และเขียนออกมาเป็นเอกสารเผยแพร่ในชื่อ "ครูเพื่อศิษย์ BP จาก PLC มหาสารคาม"  และมอบโล่รางวัลไว้เป็นเกียรติสูงสุดของครูผู้ให้สืบไป

ปี ๒๕๕๗ เรามอบได้โล่รางวัล "ครูเพื่อศิษย์อีสาน ดีเด่น" ให้กับ ๓ ท่าน ในวันคล้ายวันสถาปนาสำนักศึกษาทั่วไป หน่วยที่เห็นความสำคัญและก่อตั้ง CADL ซึ่งได้แก่ ครูเพ็ญศรี ใจกล้า จากโรงเรียนเชียงยืนพิทยาคม ครูเพ็ญศรี กานุมาร จากโรงเรียนนาสีนวนพิทยาสรรพ์ และครูศิริลักษณ์ ชมภูคำ ครูโรงเรียนบ้านหินลาด ผมการันตีด้วยประสบการณ์ว่า หากท่านผู้อ่านสนใจเรียนรู้จากครูทั้งสามท่าน จะไม่ผิดหวังกับ "ความดีที่ท่านมีเพื่อศิษย์" และ "มิตรภาพที่ท่านจะมอบให้" หากติดต่อไปโดยตรง ...

ปีนี้ ๒๕๕๘ CADL ประกาศมอบอีก ๓ โล่รางวัล "ครูเพื่อศิษย์อีสาน ดีเด่น" ให้กับครูเพื่อศิษย์ที่เหนียวแน่นในการร่วมกันสร้างเครือข่ายครูเพื่อศิษย์ในจังหวัดมหาสารคาม มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ ตลอดระยะเวลา ๕ ปี ที่ได้เรียนรู้ร่วมกัน ทุกท่านได้พิสูจน์ให้เห็นถึง จิตวิญญาณและอุดมการณ์ของ "ครูเพื่อศิษย์"  ปรับวิธีการเรียน เปลี่ยนวิธีการสอน ให้สอดคล้องการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษใหม่ และให้ความสำคัญกับตนเอง ภูมิปัญญาของตน ประสบการณ์ของตน จนมีแนวปฏิบัติที่ดีหรือ  BP (Best Practice) ที่เป็นรูปธรรม จึงขอเขียนบูชาคุณครูเพื่อศิษย์ไว้ตรงนี้ ก่อนที่จะมีพิธีรับมอบโล่อย่างเป็นทางการต่อไปครับ





ครูและผู้อำนวยการโรงเรียนมีสุข อ.กระนวน จ.ขอนแก่น ครูเพื่อศิษย์ที่ประสบความสำเร็จยิ่งในการแก้ปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ โดยใช้วิธี“มุ่งประสบการณ์ภาษาแบบครูไพฑูรย์”ที่พัฒนาต่อยอดขึ้นเอง  

อดีตครูภาษาไทยที่ลาออกจากราชการเพื่อนำความรู้ความสามารถที่ตนเชี่ยวชาญ  มาทำโรงเรียนตามอุดมการณ์และแนวทางของตนเอง สร้างสถานศึกษาที่เก็บค่าเทอมเพียง ๑ ใน ๔ ของค่าเทอมที่เก็บในสถานศึกษาเอกชนทั่วไป ปัจจุบัน “โรงเรียนมีสุข” ที่ท่านก่อตั้งขึ้นกลายเป็นแหล่งศึกษาดูงานของครูทั่วภาคอีสาน โดยเฉพาะครูที่กำลังแก้ไขปัญหาการ “อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการเรียนรู้  วิธีการสอนแบบ “มุ่งประสบการณ์ภาษาจากประสบการณ์จริง” ของครูไพฑูรย์ เป็นแนวปฏิบัติที่ได้ผลยิ่ง (Best Practice, BP) ลูกศิษย์ทุกคนสามารถอ่านออก เขียนได้ และเขียนสร้างสรรค์ได้ ในระยะเวลาอันสั้น และที่สำคัญท่านยังได้แบ่งปัน ถ่ายทอด BP ให้กับเพื่อนครูที่สนใจจะเรียนรู้ทั้งในและนอกโรงเรียนอย่างต่อเนื่องอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย 





CADL จึงขอมอบโล่รางวัล “ครูเพื่อศิษย์อีสาน ดีเด่น” ขอร่วมบูชาคุณครูเพื่อศิษย์ ครูไพฑูรย์ แวววงศ์ เพื่อเป็นกำลังใจ ยกย่องเชิดชูในความมุ่งมั่น พากเพียร และประกาศให้เพื่อนครูในชุมชนเรียนรู้ครูเพื่อศิษย์ทุกท่าน ได้รับรู้ถึงคุณความดีนี้สืบไป



ครูอัจฉราวรรณ ภิบาล


ครูสอนภาษาอังกฤษ โรงเรียนหนองเหล็กศึกษา อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม ผู้คิดริเริ่มวิธีการสอนโดยใช้ฉลากสินค้นเป็นสื่ออย่างได้ผล ด้วยการสอนแบบตื่นตัวและเน้นกระบวนการคิด ซึ่งสามารถปรับเจตคติของนักเรียนที่มีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ



ครูสอนภาษาอังกฤษที่คิดริเริ่มวิธีการสอนภาษาโดยใช้ฉลากสินค้า นำมาประยุกต์รวมกับพื้นฐานการแจกลูกผสมคำในภาษาไทยของนักเรียน โดยเน้นการเรียนรู้แบบตื่นตัว (Active Learning) และเน้นกระบวนการคิด ทำ และนำเสนอ สามารถทำให้นักเรียนสนุกและมีความสุขกับการเรียนภาษอังกฤษซึ่งเป็นปัญหาสำหรับโรงเรียนประจำตำบลทั่วไป วิธีของครูอัจฉราวรรณทำให้นักเรียนหันมาสนใจเรียนวิชาภาษาอังกฤษมากขึ้น สร้างบรรยากาศใหม่ในชั้นเรียน ที่ครูเปลี่ยนมาเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ อันเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้นักเรียนเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง นอกจากนี้ครูอัจฉราวรรณ ยังร่วมแบ่งปันแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเครือข่ายครูเพื่อศิษย์อีสานอย่างต่อเนื่อง ทั้งผ่านกิจกรรมที่ทำร่วมกันและผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างต่อเนื่องหลายปี 






CADL จึงขอมอบโล่รางวัล “ครูเพื่อศิษย์อีสาน ดีเด่น” ขอร่วมบูชาคุณครูเพื่อศิษย์ ครูอัจฉราวรรณ ภิบาล เพื่อเป็นกำลังใจ ยกย่องเชิดชูในความมุ่งมั่น พากเพียร และประกาศให้เพื่อนครูในชุมชนเรียนรู้ครูเพื่อศิษย์ทุกท่าน ได้รับรู้ถึงคุณความดีนี้สืบไป



ครูสุทิน สุทธิเจริญ


ครูสุทิน สุทธิเจริญ  ครูภาษาไทยโรงเรียนนาเชือกพิทยาสรรค์ อ.นาเชือก จ.มหาสารคาม  ผู้ริเริ่มการสอนภาษาไทยโดยใช้สื่อการสอน “ตารางมหัศจรรย์พยัญชนะ” ที่สามารถลดระยะเวลาการสอนได้ถึง ๑ ใน ๓ ส่วน โดยนักเรียนยังมีความรู้ความเข้าใจ และสามารถนำไปใช้ได้ ตามวัตถุประสงค์ตามหลักสูตร อีกทั้งยังสามารถจดจำหลักภาษาได้ง่าย ทำให้นักเรียนมีพื้นฐานในการใช้ภาษาดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ  ครูสุทินได้เอื้อเฟื้อแบ่งปัน เผยแพร่อธิบายให้ฟังโดยไม่หวงความรู้ และเป็นแกนนำหลักในการสร้างเครือข่ายครูในพื้นที่ เข้าร่วมกิจกรรมของชุมชนเรียนรู้ครูเพื่อศิษย์อย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็น “PLC มหาสารคาม” ในปัจจุบัน




CADL จึงขอมอบโล่รางวัล “ครูเพื่อศิษย์อีสาน ดีเด่น” ขอร่วมบูชาคุณครูเพื่อศิษย์ ครูสุทิน สุธิเจริญ เพื่อเป็นกำลังใจ ยกย่องเชิดชูในความมุ่งมั่น พากเพียร และประกาศให้เพื่อนครูในชุมชนเรียนรู้ครูเพื่อศิษย์ทุกท่าน ได้รับรู้ถึงคุณความดีนี้สืบไป


ติดตามอ่าน BP ของครูเพื่อศิษย์ได้ทาง Gotoknow.org ครับ

วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2558

ขับเคลื่อน PLC เทศบาลเมืองมหาสารคาม _๓๓ : โรงเรียนเทศบาลโพธิ์ศรี สู่โรงเรียนวิถีพุทธ

วันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๘ ผมไปเป็นวิทยากรขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา ณ โรงเรียนเทศบาลโพธิ์ศรี  ตามคำเชิญของ ผอ.ดารณี ท่านกำลังขับเคลื่อนฯ โรงเรียนสู่โรงเรียนวิถีพุทธ ผมเตรียมตัวเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่นาน ก็มั่นใจที่จะทำงานนี้ได้  เหมือนกับที่ ผอ. ท่านให้โอกาส ผมตีความว่าสิ่งที่ผมขับเคลื่อนฯ ผ่านมานั้นมีรากฐานเดียวกัน...

จากการอ่านและตีคววาม ผมสรุปว่า โรงเรียนวิถีพุทธคือโรงเรียนใดๆ ที่นำเอาหลักพุทธธรรม โดยเฉพาะไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา) มาใช้ในทุกๆ ด้านในโรงเรียนทั้งบริหารจัดการ การจัดการเรียนการสอน และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งในและนอกโรงเรียน

หลักธรรมสำคัญที่ผู้บริหารและครูทุกคนต้องรู้คือ
  • สัปปายะ ๗ เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมให้เอื้อ
  • ปัญญาวุฒิธรรม ๔ เพื่อสร้างกัลยาณมิตร ฝึกคิดอย่างแยบคาย (โยนิโสมนสิการ) และ ปฏิบัติธรรม
  • ภาวนา ๔ เพื่อเป็นแนววิถีในการ "พาเด็กทำ ทำให้ดู อยู่ให้เห็น" 
  • ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา

จากการสนทนาและศึกษาข้อมูลฑุติยภูมิ ดูเหมือนว่าบุคลากรด้านการศึกษาในโรงเรียน จะชินกับการกระบวนทัศน์การขับเคลื่อนด้วยวิธี "สร้างเกณฑ์" และ "ประเมินตามเกณฑ์" ของ สพฐ.  สังเกตจากแนวทางการขับเคลื่อนฯ ที่เริ่มต้นจากการเอา "เกณฑ์" ๒๙ ตัวชี้วัด มาจัดแบ่งมอบหมายเป็นหน้าที่และวิถีในการปฏิบัติ .... ผมตีความว่าวิธีการขับเคลื่อนแบบนี้ ก็ไม่เสียหายใดๆ  หากแต่ต้องทำให้ผู้บริหารและครูทุกคนเข้าใจถึงจุดมุ่งหมายที่แท้จริงและความเชื่อมโยงของเกณฑ์แต่ละข้อกับชีวิต "วิถีพุทธ" จริงๆ ...  ผมตีความว่า นี่คือหน้าที่ของผมในการเป็น "วิทยากร" ในวันนั้น

เกณฑ์ ๒๙ ตัวชี้วัด สู่โรงเรียนวิถีพุทธ

เกณฑ์ทั้งหมด ๒๙ ตัวชี้วัด แบ่งเป็น ๕ ด้าน ได้แก่ ด้านกายภาพ ด้านพฤติกรรมครูและนักเรียน ด้านการเรียนการสอน ด้านกิจกรรมวันพระ และด้านกิจกรรมเสริมวิถีพุทธ  แต่ละด้านมีเกณฑ์ย่อยๆ แตกออกไป ดังแผนผังด้านล่าง  ซึ่งคัดลอกจากผลการสังเคราะห์จากโรงเรียนวิถีพุทธ ๑๐๐ แห่ง ที่ทางโครงการฯ นำออกเผยแพร่เพื่อเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนโรงเรียนวิถีพุทธ (คลิกที่นี่)






หากมองใหม่ ในแว่นของ "เหตุ" และ "ผล" ผมตีความว่าสมมติฐานของการขับเคลื่อนฯ  ที่สอดคล้องกับทฤษฎีการเรียนรู้สำคัญๆ ที่ถือเป็น "เหตุ" ที่จะทำให้ "ผล" เป็นคนดี น่าจะมี ๕ ประการดังนี้
  • การมีความรู้เรื่องธรรมะ มีผลต่อการเป็นคนดี (มีความรู้ทางธรรม -> สอบนักธรรมตรี)
  • สิ่งแวดล้อมดีมีส่วนในการปลูกฝังให้นักเรียนเป็นคนดี (สิ่งแวดล้อมดี)
  • ผู้บริหารและครูดีมีส่วนทำให้นักเรียนเป็นคนดี (อยู่ใกล้คนดี)
  • ถ้านักเรียนมีกิจวัตร และได้ปฏิบัติกิจกรรมที่ดี จะทำให้นักเรียนเป็นคนดี (ทำดี, กินอยู่ดูฟังดี)
  • หากนักเรียนได้ระลึกและสะท้อนถึงผลของการทำความดีบ่อยๆ นักเรียนจะเป็นคนดี  (ระลึกดี คิดดี)
  • หากมีผู้ปฏิบัติดีปฎิบัติชอบ (พระ) มาสอนและตอบข้อสงสัย จะทำให้นักเรียนเป็นคนดี
คำว่า "คนดี" ในที่นี้คือคนที่มีคุณลักษณะดังต่อไปนี้
  • มีศีล ๕
  • มารยาทงาม -> ไหว้สวย กราบงาม รับประทานอาหารไม่ดัง ไม่หก ไม่เหลือ
  • ประหยัด มัธยัสถ์ -> ประหยัด ออม ถนอมใช้เงินและสิ่งของ
  • มีน้ำใจ -> ยิ้มง่าย ไม่ดุด่า 
  • มีนิสัยใฝ่เรียนรู้



ผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ของโรงเรียนวิถีพุทธ

การศึกษาข้อมูลจากเว็บไซต์ขอโครงการโรงเรียนวิถีพุทธ (คลิกที่นี่)  ผมพบว่า ผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ของโครงการโรงเรียนวิถีพุทธนั้น มีขอบเขตกว้างขวางและลึกซึ้งกว่า "เกณฑ์ ๒๙ ตัวชี้วัด" ที่กล่าวมาพอสมควร ดังจะขอตีความเป็นข้อๆ ตามหลักการขับเคลื่อนของโครงการ ต่อไปนี้

ผลลัพธ์ที่แท้จริงของโครงการฯ คือ การปลูกฝังบ่มเพาะให้นักเรียนเป็น "คนดี" ในที่นี้คือคนดีวิถีพุทธ นั่นคือ คนที่มี "ศีล สมาธิ และปัญญา"  ซึ่งทางผู้บุกเบิกนำเสนอไว้ที่ www.vitheebuddha.com/files/download/vitheebud.ppt ดังนี้

 



ผมพิจาณาว่า "เกณฑ์ ๒๙ ข้อ" ส่งเสริมให้เกิดเพียง "ศีล" และประเมินได้เฉพาะบางมิติของ "ศีล" และ "สมาธิ" เท่านั้น ในด้าน "ปัญญา" การขับเคลื่อนฯ ตามเกณฑ์ธรรมดา หรือที่รู้กันอยู่ว่า "ขับเคลื่อนเพื่อประเมิน" นั้น ไม่สามารถจะทำให้เกิดผลลัพธ์ขึ้นได้ครบถ้วน

อย่างไรก็ดี ผมคิดว่า เกณ์นี้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากๆ สำหรับการปลูกฝังและบ่มเพาะลูกหลานให้สั่งสมบุญซึ่งจะเป็นทุนให้พวกเขาค่อยเข้าใจว่า พระพทธศาสนาสอนอะไร การเป็นพุทธศาสนิกชนจะต้องทำตนหรือฝึกฝนให้เป็นคนอย่างไร...ขอบูชาและอนุโมทนาบุญกับท่านที่บุกเบิกและทำโครงการนี้ครับ ...

การขับเคลื่อนโรงเรียนวิถีพุทธที่ถูกวิธี

ต่อไปนี้เป็นเพียงความเห็นความคิด จากประสบการณ์ชีวิตของผมเท่านั้นนะครับ  ผมเสนอว่า การขับเคลื่อนควรจะคำนึงถึงจุดเริ่มต้นหรือปัจจัยที่จำเป็นต่อไปนี้
  • ผู้บริหารและครู รู้และเข้าใจ นำไปปฏิบัติ ชัดเจนอธิบายได้ และขยายผลโดยทำตนเป็นแบบอย่าง
  • สร้างกิจวัตรและข้อปฏิบัติที่ดีอย่างมีความหมาย  เน้นว่าอย่างมีความหมาาย คือ อย่างเข้าใจความหมาย 
  • เน้นการ "ถอดบทเรียน" หรือ "สะท้อนการเรียนรู้ เพราะปัญญาจะเกิดขึ้นจากการฝึกคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล  ครูเน้นการ "ตั้งคำถาม"
  • บ่อยซ้ำ ย้ำทวน ต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ยาวนาน .... เพราะสิ่งนี้เกิดจากการ "ปลูกฝัง" ไม่ใช่การถ่ายทอด จำเป็นต้อง "บ่มเพาะ" เพราะเป็นเรื่อง "กรรมและผลของกรรม"

ในการฝึกอบรมครั้งนี้ ผมใช้วิธีชวนคุย และอภิปรายกันในประเด็นต่างๆ เพื่อให้ผู้บริหารและครูรู้และเข้าใจ เรื่องศีล สมาธิ ปัญญา (อันหลังวิเคราะห์ตามตำรา) สลับกับการเล่าเรื่องชาดกเพื่อยกตัวอย่างต่างๆ จากที่ได้เคยฟังมาจากเทปธรรมะของพ่อแม่ครูอาจารย์ต่างๆ เช่น
  • ศีลคือเจตนาที่จะงดเว้น เช่น เด็กชาย ก. ข. และ ค. เดินเข้าไปในสวนมะม่วงของคนอื่น ทั้งสองมองเห็นมะม่วงสุก เกิดอยากกิน อยากได้มะม่วง นาย ก. ห้ามใจตนเองไม่เอามะม่วงนั้น เพราะรู้ว่าเป็นสิ่งไม่ดี นาย ข. ไม่เอามะม่วงเหมือนกัน แต่เพราะคิดกลัวจะถูกจ้บได้และถูกลงโทษ นาย ค. หยิบมะม่วงนั้นทันที   กรณีแบบนี้ ก่อนเด็กชายทั้งสามจะเจอมะม่วง ครูจะยังแยกไม่ได้ว่าใครมีศีล  หลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้น ครูจะแยกได้ทันทีว่า นาย ค. ไม่มีศีล แต่จะยังไม่สามารถแยกได้ว่า นาย ก. หรือ ข. มีศีลหรือไม่ จนกว่าจะสอบถาม สภาษณ์ หรือสะท้อนเหตุผลของแต่ละคนออกมา 
  • เผลอไปฆ่าสัตว์โดยไม่เจตนา บาปไหม? -> บาป แต่บาปมากน้อยแตกต่างไป
  • สมาธิแบ่งได้เป็น ๒ แบบ (สรุปจากการฟังธรรมะที่แสดงโดยหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช) ได้แก่ สมาธิธรรมดา เหมือนสมาธิที่แมวใช้จับหนู หรือครูใช้สอนหนังสือ  และ "สมาธิตั้งมั่น" หรือสัมมาสมาธิ รู้กาย รู้ใจ ซึ่งจะทำให้เกิด "ผู้รู้" ซึ่งเป็นทางนำไปสู่ "ปัญญา"  ... ขอแนะนำให้ผู้บริหารและครูทุกคนลองฟังธรรมะที่นี่เว็บไซต์ http://www.dhamma.com/ จะเข้าใจเรื่องนี้ 
  • ฯลฯ
ขอจบฮ้วนๆ เท่านี้นะครับ





ดูรูปทั้งหมดที่นี่

วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2558

ขับเคลื่อน PLC เทศบาลเมืองมหาสารคาม _๓๒ : ฝึกอบรมครูอนุบาลบ้านวิทยาศาสตร์น้อย (๗) : การทดลองที่ ๗ "เทียนดูดน้ำ"


ความจริงเทียนไม่ได้ "ดูดน้ำ" แต่น้ำต่างหากที่ถูก "ดัน" เข้าไปหลังจากเทียนดับ แต่เนื่องจากเราชินกับการใช้หลอดดูดมากกว่า ทำให้หลายคนเข้าใจว่าน้ำถูกดูดเข้าไปในแก้ว แต่อย่างไรก็ไม่มีปัญหาสำหรับการทดลองบ้านวิทยาศาสตร์ของหนูน้อยอนุบาล เพราะหากฝึกกระบวนการสังเกตและทดลองนานเข้า พวกเขาจะรู้ได้ด้วยตนเอง



ความรู้ที่ครูไม่ต้อง
การทดลองเรื่องเทียนดูดน้ำ มีหลักการพื้นฐานของเครื่องมือวัดความดันอากาศที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า บารอมิเตอร์ (ศึกษาองค์ความรู้อย่างละเอียดพอสมควรได้ที่นี่ หรือที่นี่)  สังเกตรูปด้านล่าง

(ที่มา : คลิกที่นี่)

นักวิทยาศาสตร์พบว่า หากเรานำของเหลวเช่น ปรอท ใส่ไว้ในอ่างหรือภาชนะดังรูป แล้วเอาหลอดแก้วสุญญากาศไปวางคว่ำลงในปรอท บรรยายกาศด้านนอกหลอดจะดันปรอทเข้าไปในหลอดให้สูงขึ้นจนกว่าแรงดันอากาศภายในหลอดเท่ากับความดันอากาศด้านนอก ด้วยวิธีนี้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถสร้างเครื่องมือวัดความดันได้  ซึ่งพบว่าความสูงของปรอทในกรณีที่เป็นความดันบรรยากาศอยู่ที่ ๗๖๐ มิลลิเมตร (เรียกว่า ๗๖๐ มิลลิเมตรปรอท)

ฉันใดก็ฉันนั้น คล้ายๆ กัน เมื่อเราจุดเทียนตั้งไว้ในอ่าง(จาน)ใส่น้ำ แล้วคว่ำแก้วลงไปรอให้เทียนดับ ระดับน้ำในแก้วก็จะขยับขึ้นไปจนกว่างความดันภายในจะเท่ากับความดันภายนอกแก้ว 

ผมสืบค้นพบว่า น้องนักศึกษา ม.เทคโนโลยีราชมงคล ทำคลิปไว้ดีมากครับ


คำถามที่ต้องถามคือ
  • ทำไมเทียนจึงดับ 
  • การเผาไหม้ทำให้อากาศในขวดแก้วเปลี่ยนไปอย่างไร 
หากเปรียบเทียบหลักการของบารอมิเตอร์ข้างบน กับสิ่งที่น้องหลายคนพยายามอธิบายในคลิป ก็จะได้คำตอบที่น่าจะพอใจครับ

อย่างไรก็แล้วแต่ ...  ครูแม่ๆ ไม่ต้องพยายามอธิบายอะไรให้เด็กอนุบาลมากหรอกครับ มุ่งเอาท้าทาย สนุก และมีความสุขที่ได้ทดลองก็พอแล้ว ....ฮา






ขับเคลื่อน PLC เทศบาลเมืองมหาสารคาม _๓๑ : ฝึกอบรมครูอนุบาลบ้านวิทยาศาสตร์น้อย (๖) : การทดลองที่ ๖ "ขวดดูดน้ำ"

การทดลองเรื่อง "ขวดดูดน้ำ" อาจจะไม่สนุก ท้าทาย แต่เกี่ยวกับเรื่องนี้มีองค์ความรู้ซ่อนอยู่หลายอย่าง ตั้งแต่ เรื่อง แรงดันอากาศ ความดันอากาศ ความกดอากาศ ฯลฯ





ผมค้นพบว่าตอนนี้มีรายการ "รู้รอบวิทย์ อย่างมีเหตุผล" ทำคลิปวีดีโอความชัดระดับ HD มาให้เราดู พร้อมทำกราฟฟิคสอนครูได้ชัดเจนมากๆ  คลิกเลยครับ



คุณครูไม่ต้องตกใจครับ ไม่ต้องใช้เตาไมโครเวฟเหมือนคุณยูกิในคลิปก็ได้ครับ เพียงแต่ใช้น้ำร้อนเทใส่ขวดทิ้งไว้สักครู่ก่อนนำไปคว่ำลงน้ำเย็น เด็กๆ ก็จะเห็นปรากฎการณ์คล้ายกันครับ

ขอบจบแบบฮ้วนๆ อีกแล้วครับ ...

แต่อย่าลืมนะครับ
  • เริ่มด้วยการสร้างแรงบันดาลใจ 
  • กระตุ้นให้สงสัยด้วยการตั้งคำถาม
  • ตามด้วยการสาธิต 
  • ปล่อยให้คิด ลองผิด ลองถูก ด้วยการลงมือทำ 
  • เปิดโอกาสให้ฝึกนำเสนอ อธิบาย
  • และให้อภิปราย สะท้อน ถอดบทเรียน