วันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ขับเคลื่อน PLC เทศบาลเมืองมหาสารคาม _๑๓ : ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเทศบาลบ้านวิทย์น้อย (๔) "แม่เหล็กดูดอะไรได้บ้าง"

อ่านบันทึกที่ ๑ ที่นี่

อ่านบันทึกที่ ๒ ที่นี่
อ่านบันทึกที่ ๓ ที่นี่

การทดลองบ้านวิทยาศาสตร์น้อยเรื่อง "แม่เหล็ก" มีใบกิจกรรมทั้งหมด ๔ ใบ (คลิกเพื่อดาวน์โหลด)   ใบแรกอธิบายกระบวนการและขั้นตอนการสอนในภาพรวมเรื่อง "แม่เหล็ก" สำหรับเด็กอนุบาล เป็นเหมือนคู่มือครู ส่วนอีก ๓ ใบ เป็นใบกิจกรรม ที่นำเด็กๆ ทำการทดลองเพื่อหาคำตอบของ ๓ ปัญหา ได้แก่
  • แม่เหล็กสามารถดึงดูดสิ่งของต่างๆ ได้ 
  • แม่เหล็กสามารถดูดติดวัสดุบางอย่างเท่านั้น
  • แม่เหล็กสามารถดึงดูดสิ่งของโดยไม่ต้องสัมผัส
  • แม่เหล็กสามารถดึงดูดสิ่งของได้แม้มีวัสดุอื่นมาขวางกัน 
  • แม่เหล็กสองอันไม่ดึงดูดกันเท่านั้น แต่ยังผลักกันได้ด้วย
ในการเตรียมวัสดุอุปกรณ์สำหรับการฝึกอบรม สิ่งที่ผมคำนึงถึงมาก คือ การจัดซื้อหรือจัดหาอุปกรณ์ที่นำมาใช้ในการทดลองต้องง่าย ราคาถูก และหาซื้อได้ไม่ยากไม่ไกลจากโรงเรียน ถ้าท่านอยู่สารคาม สามารถไปซื้อชุดเรียนวิทยาศาสตร์แม่เหล็ก (Science Magnet Set) ได้ที่ร้านศึกษาภัณฑ์ (ตรงหน้าป้ายฯ จาก มรภ.) ส่วนอุปกรณ์อื่นๆ เช่น สายไฟ ตะปูขนาดต่างๆ รางถ่าน รวมทั้งถ่านไฟฟ้า สามารถซื้อได้ที่ร้าน อ.อุปกรณ์

แม่เหล็กสามารถดึงดูดสิ่งต่างๆ ได้ 

  • เริ่มจากการปล่อยให้เด็กได้เรียนรู้อย่างอิสระ หรือที่เรามักเรียนกว่า "เรียนเล่น" ศาสตราจารย์ชัยอนันต์ สมุทรวนิช "เพลิน" มาจาก Play + Learn  = Plearn โดยการมอบวัสดุอุปกรณ์ที่มีให้เด็กๆ เล่นตามใจชอบ ได้แก่ แม่เหล็กรูปทรงต่างๆ และวัสดุที่เด็กรู้จักว่าคืออะไรทั้งที่ดูดและไม่ดูดกับแม่เหล็ก เช่น ตะปู ลวดหนีบกระดาษ ช้อนสแตนเลต ช้อนเงิน สายไฟฟ้า (ทองแดง) กระดาษ แท่งไม้ ของเล่น ฯลฯ 
  • "ชวน" ให้เด็กๆ บอกว่า สังเกตเห็นว่าอะไรเกิดขึ้นบ้าง แล้วหนุนให้ฝึก ตั้งคำถามต่างๆ  ครูเขียนคำถามต่างๆ ไว้บนหน้ากระดาน (แม้ว่าครูจะรู้ว่าเด็กอ่านไม่ออก แต่เด็กๆ บางคนอาจกำลังอยากอ่านออก)  ก่อนที่จะครูจะตั้งคำถามว่า "แม่เหล็กสามารถดูดสิ่งต่างๆ อะไรได้บ้าง"
  • "ชง" (หมายถึง "ชง" ด้วยการบอกออกคำสั่ง) ให้เด็กแบ่งประเภทสิ่งของที่มอบให้ออกเป็นกองๆ ด้วยวิธี(เหตุผล) ของตนเอง  .... เด็กบางกลุ่มอาจแบ่งเป็นกองที่ดูดและกองที่ไม่ดูด ... อาจมีบางกลุ่มแบ่งออกเป็น ๓ กอง ... ที่สำคัญต้องให้เด็กได้แสดงความคิด(เหตุผล) ของตนเอง ....
  • ครูยกตัวอย่างวัสดุอีก ๒-๓ อย่างนอกเหนือจากที่มอบให้นักเรียน "เพลิน" อย่างอิสระ  แล้วตั้งคำถามว่า แม่เหล็กจะดูดติดแม่เหล็กเหล่านี้หรือไม่?...  ให้เด็กๆ แสดงคำตอบของตนด้วยการยกมือสำรวจ... ครูชี้ให้เห็นว่า ... นี่คือการรวบรวมความคิดและคาดคะเนคำตอบ หรือเรียกว่าสมมติฐาน นั่นเอง 

  • มอบวัสดุเหล่านั้นให้เด็กๆ ได้ทดลองดูว่าดูดติดกับแม่เหล็กหรือไม่ ... นี่คือการทดลองตรวจสอบสมมติฐาน 

  • ให้เด็กๆ สังเกตและอธิบายว่า เกิดอะไรขึ้นบ้าง เมื่อนำแม่เหล็กเข้าใกล้กับวัสดุเหล่านั้น ... ขั้นตอนนี้เน้นที่การเปิดโอกาสให้เด็กได้ สังเกต-> คิด-> พูดนำเสนอ เบื้องต้น
  • ให้นักเรียนวาดรูปหรือระบายสีแม่เหล็กและสิ่งต่างๆ ที่ดูดติดกับแม่เหล็ก ... การวาดภาพและระบายสีนอกจากจะดีต่อจินตนาการและสมองด้านขวาของเด็กแล้ว การใช้กระบวนการนี้มาใช้ เด็กๆ จะได้สะท้อนความรู้ (ความรู้เกิดเองในตัวเด็ก) เป็นเหมือนการ "ซ้ำทวน" หรือสิ่งที่ได้เรียนรู้อีกครั้งนั่นเอง
  •  ขั้นสุดท้ายคือให้อภิปรายและสรุปผล  การอภิปรายเป็นการฝึกให้เด็กๆ ตั้งข้อสังเกตหาความสัมพันธ์ระหว่างอะไรกับอะไร (ตัวแปรต้นกับตัวแปรตาม) (พร้อมให้เหตุผลถ้าเป็นไปได้) เช่น เด็กๆ อาจจะบอกว่า แม่เหล็กยิ่งก้อนใหญ่ยิ่งดูดติดลวดได้เยอะ แม่เหล็กสีเงินดูดได้มากกว่าแม่เหล็กสีดำ แม่เหล็กดูดติดสิ่งของบางอย่างเท่านั้น  ฯลฯ  ส่วนการสรุปผล ให้มองไปยังสมมติฐานที่ตั้งไว้ว่า จริงหรือไม่จริง ... อย่างไรก็ตาม เราควรให้เด็กๆ ช่วยกันสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้  เด็กๆ จะพูดอะไร ให้ครูคอย "จับคำ" แล้ว "นำมาชม" ให้ได้ .... 

สุดท้ายเราต้องย้ำกับตนเองว่า เป้าหมายของเรา ไม่ใช่ให้เด็กเรียนรู้จดจำเนื้อหาว่า แม่เหล็กสามารถดูดอะไรได้บ้าง ดูดอะไรไม่ได้ แต่เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กๆ ทุกคน ได้ฝึก "ทักษะกระบวนการทางวิทยาศษสตร์" อย่างสนุกสนาน มีอิสระ ดังนั้นๆ ไม่ควรเร่งกิจกรรมหรือเร่งสรุป แต่ให้ค่อยเป็นค่อยไป ... รอ อดทน รอ....

....เมื่อไหร่เด็กเริ่มตั้งคำถาม นั่นเหมายถึงความสำเร็จของเราครับ...



วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ขับเคลื่อน PLC เทศบาลเมืองมหาสารคาม _๑๒ : ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเทศบาลบ้านวิทย์น้อย (๓) "อะไรคือโครงงาน อะไรที่ไม่ใช่โครงงาน"

อ่านบันทึกที่ ๑ ที่นี่
อ่านบันทึกที่ ๒ ที่นี่

วิทยากรร่วมคราวนี้คือ ผศ.ดร.กฤษกร ปาสาใน  เป็นเด็กหนุ่มอนาคตศาสตราจารย์ ที่ครั้งหนึ่งเคยผ่านการเรียนวิชาด้านการศึกษาตอนที่เป็นนิสิตในโครงการ สควค.  ประสบการณ์นี้น่าจะมีส่วนต่อความสามารถในการถ่ายทอดและนำเสนอต่อคุณครูได้อย่างดียิ่ง แม้ผมเองก็ได้เรียนรู้มากทีเดียวกับวิธีการนำเสนอแบบ "ฟันธง" เพื่อมุ่งให้ง่ายแลชัดเจน เห็นว่าอะไร "ใช่" หรือ "ไม่ใช่" ...



บันทึกนี้ขอนำสไลน์ ที่ อ.กฤษกร ใช้ในการบรรยายเรื่อง โครงงานวิทยาศาสตร์ มาวางไว้ทั้งหมด  ก่อนจะเน้นย้ำประเด็นสำคัญๆ ในตอนท้าย ซึ่งจะทำให้ "การทำโครงงาน" ง่ายขึ้น














 (ขอแก้คำผิดนิดหน่อยครับ มูลสัตย์ เป็น มูลสัตว์)












ความจริงก็แทบจะไม่ต้องสรุปอะไรเลยครับ ตัวหนังสือสีแดง... ท่านที่มาฝึกอรมในวันนั้นคงจะจำกันได้ทุกคนครับ

  • โครงงานที่เหมาะสมต่อการพัฒนาการเรียนรู้ โดยเพราะ "ทักษะกระบวนการด้านวิทยาศาสตร์" คือ โครงงานทดลอง ที่มีการ ตั้งคำถาม ตั้งสมมติฐาน กำหนดตัวแปร ตรวจสอบสมมติฐาน และอภิปรายสรุปผล 
  • ตัวแปรต้นคือ ตัวแปรที่เราอย่างเปลี่ยนแปลงเพื่อทดลองดู แลสังเกตว่า ตัวแปรตาม จะเป็นอย่างไร 
  • ๑ โครงงาน ต้องมีเพียง ๑ ตัวแปร ต้นเท่านั้น .... อย่างอื่นที่ไม่ใช่ตัวแปรตาม ต้องพยายามควบคุมให้เหมือนกัน ... เรียกว่า ตัวแปรควบคุม
  • วิธีการตั้งชื่อโครงงานง่ายๆ คือ "ผลของ.....(ตัวแปรต้น).....ต่อการเปลี่ยนแปลงของ.....(ตัวแปรตาม).."
  •  โครงงานที่ดีควรเริ่มจากปัญหาจริงๆ ง่ายๆ ใกล้ตัวเด็กๆ .... ไม่ใช่ปัญหาในความคิดประเภท "คิดอยาก"
"สรุปอะไรใช่หรือไม่ใช่โครงงาน"

โครงงานไม่ใช่เพียง "กิจกรรม" แต่เป็น "กระบวนการเรียนรู้" ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์

วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ขับเคลื่อน PLC เทศบาลเมืองมหาสารคาม _๑๑ : ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเทศบาลบ้านวิทย์น้อย (๒) กระบวนการทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กอนุบาล

อ่านบันทึกที่ ๑ ที่นี่

ผมมีความเห็นว่าสิ่งสำคัญสำหรับการจัดการเรียนรู้เพื่อปลูกฝัง "นักวิทย์น้อย" คือการสอนแบบเน้น "กระบวนการ" ในการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการคราวนี้ เราจึงเน้นเรื่อง กระบวนการทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กอนุบาล มากเป็นพิเศษ และพยายาม ย้ำ ซ้ำ ทวน ตลอดการฝึกอบรม

ก่อนที่จะลงมือปฏิบัติการบ้านวิทย์น้อย ผมบรรยายบอกครูเพื่อให้รู้ "เห็นกระบวนการ" ของงานด้านวิทยาศาสตร์  ดังต่อไปนี้ ... (เชิญท่านทดลองอ่านให้ดี แล้วลองบอกว่า นักวิทย์เขาคิดอย่างไรบ้าง)

วงการศึกษาสื่อสารว่า วิธีการทางวิทยาศาสตร์สามารถแบ่งออกได้เป็น ๔ ขั้นตอน ได้แก่ การกำหนดปัญหา ตั้งสมมติฐาน ทดลองตรวจสอบสมมติฐาน และวิเคราะห์สรุปผล แต่สำหรับนักเรียนระดับอนุบาล โครงการบ้านวิทย์น้อย (ซึ่งรับการถ่ายทอดมาจากเยอรมัน) ใช้รูปแบบการสื่อสาร ๖ ขั้นตอน ได้แก่ ๑) ตั้งคำถาม ๒)รวบรวมความคิดตั้งสมมติฐาน ๓)ค้นคว้าทดลอง ๔)สังเกตและบรรยายรายละเอียด ๕)บันทึกและแสดงผล สุดท้าย ๖)อภิปรายและสรุปผล (ดังรูป)

(หมายเหตุ : ผมนำมาปรับปรุงนิดหน่อยเพื่อให้ง่ายขึ้น)

กระบวนการ ๖ ขั้นนี้ คือเครื่องมือของครู ที่จะจัดการเรียนรู้ระดับอนุบาล หลักสำคัญคือ เน้นที่ความสนุก ท้าทาย และทำให้ง่ายขึ้นจากกระบวนการปกติ โดยเน้นไปที่ "ทักษะสังเกต" "การตั้งคำถาม" "ทักษะการคิด" และ "ทักษะการสื่อสาร" อธิบายรายละเอียด

ขอเสนอวิธีการสื่อสารเพื่อปลูกฝังกระบวนการ ๖ ขั้นให้กับเด็กด้วยสัญลักษณ์เหมือนเป็นโลโก้ เมื่อยกสัญลักษณ์ขึ้นโชว์ เด็กจะพร้อมใจกันทำขั้นตอนนั้นๆ ทีละขั้น ดังนี้

 ๑) ตั้งคำถาม

แสดงสัญลักษณ์นี้เมื่อใด  เด็กๆ จะช่วยกันตั้งคำถามตามที่ตนเองสงสัยอยากรู้ ... แน่นอนว่าครูต้องนำเข้าสู่บทเรียนให้เกิดแรงบันดาลใจพอสมควรก่อน 


๒) รวบรวมความคิดและตั้งสมมติฐาน

ขั้นตอนนี้ต้องไม่มีผิด ไม่มีถูก  คือครูไม่ตัดสินว่า ความคิดของเด็กคนได้ผิดหรือถูก วิธีที่ดีคือให้นักเรียนวาดรูปคำตอบของตนเอง ความคิดของตนเอง และนำไปติดไว้ในที่ๆ เขาสามารถเป็นคนติดเอง และเพื่อนๆ และครูมองเห็นได้ชัด



๓) ค้นคว้า ทดลอง

ส่วนนี้เบื้องต้น ครูอาจต้อง "ทำให้ดู" และ "พาทำ" โดยเน้นไปที่ "ความสนุก" และทุกคนได้ลงมือทำ ต่อไป ก่อนที่จะ "ชวนทำ" เมื่อเด็กจำกระบวนการได้ และสามารถคิดได้ด้วยตนเอง


๔) สังเกตและบรรยายรายละเอียด

มุ่งให้นักเรียนได้ "ฝึกสังเกต" และสื่อสารสิ่งที่ตนเองสังเกตได้ ด้วยการบรรยายเหตุการณ์  ทั้งทั้งฝึกคิด ฝึกพูด ฝึกฟัง ไปพร้อมๆ กัน


๕) การบันทึกและแสดงผลการทดลอง

ขั้นนี้มุ่งไปที่ฝึกทักษะการลงความเห็น (Infering Skill) การบันทึก อาจเป็นการเขียนหรือการวาด เป็นการฝึกสร้างสื่อหรือชิ้นงานเบื้องต้น ...


๖) การอภิปรายและสรุปผล 

นำข้อมูลที่บันทึกได้ หรือสังเกตผลในขั้นตอนต่างๆ ข้างต้น มาอภิปรายว่า เน้นไปที่การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ ฝึกการสังเกตว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล



สรุปอีกครั้งว่า กระบวนการ ๖ ขั้นนี้เป็นเพียงเครื่องมือของคุณครู แนะนำให้แบ่งการจัดการเรียนการสอนแบบนี้ออกเป็น ๓ ตอน ได้แก่
  • "ทำให้ดู" คือครูเป็นแบบอย่างเสมอ ในการ คิด ทำ นำเสนอสิ่งต่างๆ โดยใช้กระบวนการ ๖ ขั้นนี้ 
  • "พาทำ" หมายถึง ครูใช้กระบวนการ ๖ ขั้นนี้ไปพร้อมๆ กับนักเรียน แต่ครูเป็นเหมือน "วิทยากรกระบวนการ" นำกิจกรรม 
  • "ชวนทำ" ซึ่งครูเน้นไปที่การ กระตุ้นแรงบันดาลใจ ตั้งคำถาม ชม เชียร์ และถ้าจำเป็นอาจเข้าไปช่วยบ้าง 


บันทึกหน้ามาว่ากันเรื่องโครงงานต่างๆ ครับ


ขับเคลื่อน PLC เทศบาลเมืองมหาสารคาม _๑๑ : ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเทศบาลบ้านวิทย์น้อย (๑)

วันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๗ PLC เทศบาลเมืองมหาสารคาม จัดฝึกอบรมปฏิบัติการบ้านวิทยาศาสตร์น้อย ณ ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กลุ่มเป้าหมายเป็นครูอนุบาล ๔๐ ท่าน จาก ๗ โรงเรียนอนุบาลในสังกัดเทศบาลเมืองมหาสารคาม



การอบรมผ่านไปด้วยดีครับ เว้นเสียแต่ว่าอาหารเที่ยงจะมาช้า ต้องกราบขออภัยมา ณ นี่นี้อีกทีครับ  ผมเขียนบันทึกนี้เพื่อที่จะสรุปเนื้อหาสาระและกระบวนการที่สำคัญ ที่เราฝึกอบรมกันในวันนั้น เป็นการทบทวนความเข้าใจ นำไปใช้ หรือท่านอาจมีใครให้เล่าเรื่องบอกต่อในวาระแจ้งเพื่อทราบในการประชุมของโรงเรียนต่อไปครับ

สิ่งที่ควรรู้สำหรับครูอนุบาล 

อะไรคือสิ่งที่ครูควรรู้ก่อนจะสอนกิจกรรมบ้านวิทยาศาสตร์น้อย เรื่องแม่เหล็กและสนามแม่เหล็ก วิธีที่ดีที่สุดคือถามครู เราใช้กระดาษ Post-it ถามครูว่า "อะไรคือสิ่งที่เด็กอนุบาลจะถามเกี่ยวกับเรื่องแม่เหล็ก?" หรือ "อะไรที่ท่านสงสัยอยากรู้หรือควรรู้เรื่องแม่เหล็ก ก่อนจะสอนเด็กอนุบาล"  มีคำถามตามนี้ครับ
  • ทำไมแม่เหล็กจึงหนัก 
  • แม่เหล็กทำมาจากอะไร 
  • แม่เหล็กเกิดขึ้นได้อย่างไร 
  • สารอะไรอยู่ในแม่เหล็ก 
  • แม่เหล็กกับเหล็กต่างกันอย่างไร 
  • ทำไมแม่เหล็กดูดได้
  • แม่เหล็กแต่ละอันดูดได้มากขนาดไหน
  • ทำไมแม่เหล็กไม่ดูดทุกอย่าง
  • แม่เหล็กดูดทองแดงไหมค่ะ
  • ทำไมแม่เหล็กไม่ดูดไม้ ทำไมแม่เหล็กดูดได้เป็นบางอย่าง
  • ทำไมถึงเรียกว่าแม่เหล็ก
  • ทำไมแม่เหล็กจึงดูดเข้าหากัน ทำไมแม่เหล็กจึงผลักกัน
  • แม่เหล็กมีรูปร่างอย่างไร
  • แม่เหล็กมีความสำคัญหรือไม่ ประโยชน์และโทษของแม่เหล็กมีอะไรบ้าง 
  • แม่เหล็กมีสีอะไร
  • แม่เหล็กขยายพันธุ์ได้ไหม
ก่อนจะตอบคำถามเหล่านี้ ขอยกองค์ความรู้ทฤษฎีด้านแม่เหล็กที่นักวิทยาศาสตร์ยอมรับแล้ว ซึ่งว่าไว้ใน ควอนตัมฟิสิกส์ (Quantum Physics) ดังนี้ครับ
    • วัตถุต่างๆ ประกอบกันขึ้นอย่างสิ่งที่เล็กที่สุดเรียกว่า "อนุภาคมูลฐาน" เช่น อิเล็คตรอน นิวตรอน ควาร์ก อนุภาคมูลฐานต่างๆประกอบกันขึ้นเป็น "ธาตุ" เรียกหน่วยที่เล็กที่สุดของธาตุว่า "อะตอม" หลายๆ อะตอมประกอบกันเป็น "โมเลกุล" เรียกว่า "สสาร" ซึ่งประกอบกันขึ้นเป็นของแข็ง ของเหลว ก๊าซ  สำหรับของแข็งอาจแบ่งได้เป็นแบบ "ผลึก" และแบบไม่เป็นผลึก เขาเรียก "อมอฟัส" (amorphous)  
    • สิ่งของต่างๆ เกิดจากการรวมตัวเป็นของแข็งของ "โมเลกุล" ต่างๆ  กล่าวคือ หากนำเอามีดเหล็ก มาหักเป็นสองท่อน เราจะได้ท่อนเหล็ก หากนำมาหักเป็น ๒ ส่วนต่อไปเรื่อยๆ อาจได้ เศษเหล็ก ผงเหล็ก ....  แต่ถ้าแบ่งเป็นสองส่วนไปเรื่อยๆ จะพบว่าสิ่งที่เล็กที่สุด ที่ยังคงความเป็นเหล็กคือ โมเลกุลของเหล็กนั่นเอง  ถ้าแยกโมเลกุลจะได้อะตอมของธาตุเหล็ก
    • คุณสมบัติประจำตัวของแต่ละอนุภาคมูลฐานซึ่งจะแตกต่างกันไปตามแต่ชนิด มี ๓ ประการ ได้แก่ มวล (หน่วยเป็นกิโลกรัม) ประจุไฟฟ้า และ "สปิน"  ประการหลังสุดนั่นเองที่ใช้อธิบายความเป็นแม่เหล็กของสสาร  
    • อะตอมของธาตุต่างๆ สามารถรวมตัวกันเป็นสารผสมหรือโลหะผสมชนิดต่างๆ ได้หลากหลาย เช่น ทองเหลือง คือโลหะผสมระหว่างทองแดงกับสังกะสี เป็นต้น  
    • สปิน หรือ Spin หมายถึง "หมุน" หมุนอย่างมีทิศทาง อนุภาคมูลฐานต่างๆ จะไม่อยู่นิ่ง การมีสปินหมายคล้ายเหมือนมีการ "หมุนรอบตัวเอง" หากหมุนทวนเข็มนาฬิกาทิศทางของสปินจะชี้ขึ้น ถ้าหมุนทวนเข็มสปินจะชี้ลง  ธาตุหรือโมเลกุลใดมีสปินชี้ไปทางเดียวกันอย่างเป็นระเบียบ จะทำให้กลายเป็น "แม่เหล็ก" นั่นเอง ....(ขอบคุณภาพจากหนังสือเรียนครับ)

    • สนามแม่เหล็กจะเกิดขึ้นรอบเส้นลวดโลหะที่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน เรียกว่า แม่เหล็กไฟฟ้า  เราเปรียบแม่เหล็กที่เกิดจากไฟฟ้านี้เป็นเหมือนแท่งแม่เหล็กเล็กๆ เรียกว่า "โมเมนต์แม่เหล็ก" (Magnetic Moment)

    • สรุป แม่เหล็กคือสสารที่มีการเรียงตัวของ "สปิน" และ "โมเมนต์แม่เหล็ก" ไปทางเดียวกันอย่างเป็นระเบียบ
สิ่งที่เรียงตัวหรือวางตัวอย่างเป็นระเบียบจะมี "พลัง" เช่น ไม้ไผ่ซี่เดียว หักได้ง่าย ไม้ไผ่หลายซี่แต่วางห่างกันหรือไม่เป็นระเบียบก็ยังสามารถหักได้ แต่ถ้านำซี่ไม้ไผ่มาวางเรียงชิดติดกัน จะยากยิ่งที่จะถูกหัก ตัวอย่างนี้ทำให้รู้จัก ความสามัคคีคือพลัง ฉันใดฉันนั้น แม่เหล็กก็มี "พลัง" ที่จะดึงดูดเหล็ก จากการเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบที่กล่าวข้างต้น

พร้อมจะตอบคำถามแล้วครับ บอกไว้ก่อนนะครับว่าตอบตามภูมิรู้ของตนเอง
  • สาเหตุที่แม่เหล็กหนัก เพราะโมเลกุลของแม่เหล็กวางตัวอย่างเป็นระเบียบและมีความหนาแน่นสูงมาก 
  • แม่เหล็กทำมาจากอะไร .... ทำจากสารประกอบที่มีเหล็ก เช่น แม่เหล็กเฟอร์ไรท์ M(Fe2O4) หรือโลหะมีตะกูล

  • แม่เหล็กเกิดขึ้นได้อย่างไร .... แม่เหล็กมีสองแบบคือ แม่เหล็กถาวร และแม่เหล็กไฟฟ้า แม่เหล็กถาวรอาจเกิดจากธรรมชาติ หรือมนุษย์สร้างขึ้น ส่วนแม่เหล็กไฟฟ้าเกิดจากการเคลื่อนที่ในขดลวดของกระแสไฟฟ้า
  • สารอะไรอยู่ในแม่เหล็ก ... หลากหลายแบบครับ เช่น เหล็ก นิเกิล โคบอล หรือโลหะมีตะกูล เช่น นีโอไดเมี่ยม กาโดลิเนียม เป็นต้น 
  • แม่เหล็กกับเหล็กต่างกันอย่างไร.... ต่างกันตรงที่แม่เหล็กออกแรงดูดเหล็กแต่เหล็กไม่ เพราะทิศทางของโมเมนต์แม่เหล็กและสปินหันไปทางเดียวกันในแม่เหล็ก แต่ในเหล็กจะหันสลับกลับทิศทางกันจนหักล้างกัน... นักวิทยาศาสตร์เรียกบริเวณที่โมเมนต์แม่เหล็กหันไปทางเดียวกันว่า "โดเมน"  แม่เหล็กมีโดเมนเดียว ส่วนเหล็กจะมีหลายโดเมนหันทิศหักล้างกันนั่นเอง
  • ทำไมแม่เหล็กดูดได้.... เพราะมีพลังงานแผ่ออกมาจากความสามัคคีของโมเมนต์แม่เหล็ก
  • แม่เหล็กแต่ละอันดูดได้มากขนาดไหน.. แตกต่างกันไปตามชนิดของแม่เหล็ก แม่เหล็กถาวรจากโลหะมีตระกูลจะมีแรงดึงดูดมากกว่า
  • ทำไมแม่เหล็กไม่ดูดทุกอย่าง...แม่เหล็กจะดูดเฉพาะสารแม่เหล็กเท่านั้น ที่อุณหภูมิห้อง มีเพียง ๓ ธาตุเท่านั้นที่เป็นสารแม่เหล็กได้แก่ เหล็ก (Fe) นิเกิล (Ni) และ โคบอล์ (Co)
  • แม่เหล็กดูดทองแดงไหมค่ะ ... ไม่ดูดครับ
  • ทำไมแม่เหล็กไม่ดูดไม้ ทำไมแม่เหล็กดูดได้เป็นบางอย่าง .... อันนี้ต้องบอกว่า มันเป็น "เช่นนั้นเอง" ครับ  เราเรียกสิ่งที่แม่เหล็กดูดว่าสารแม่เหล็กครับ..
  • ทำไมถึงเรียกว่าแม่เหล็ก... ดร.กฤษกร ตอบว่า เพราะเป็นเหล็กที่สมบูรณ์มากๆ คือจัดเรียงตัวเป็นระเบียบมาก  เรียกได้ว่าเป็น "แม่ของเหล็ก" เลยทีเดียว  ....  อันนี้ผมไม่รู้จริงๆ ครับ ....
  • ทำไมแม่เหล็กจึงดูดเข้าหากัน ทำไมแม่เหล็กจึงผลักกัน....  คล้ายกับไฟฟ้าที่ขั้วเดียวกันจะผลักกัน ขั้วต่างกันจะดูดกัน แต่ต่างกันตรงที่ ไม่มีแม่เหล็กขั้นเดี่ยว เมื่อไหร่มีขั้วเหนือเมื่อนั้นต้องมีขั้วใต้เสมอ  เปรียบเหมือนเหรียญสองด้าน
  • แม่เหล็กมีรูปร่างอย่างไร  ...มีหลากหลายครับ ตามรูปนี้ (ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ตครับ)

  • แม่เหล็กมีความสำคัญหรือไม่ ประโยชน์และโทษของแม่เหล็กมีอะไรบ้าง ... มีประโยชน์มากๆ ครับ ขอเล่าด้วยภาพนะครับ  สิ่งแรกเลยคือ แม่เหล็กโลก ช่วยป้องกันเราจากรังสีคอสมิกส์ รังสีอันตรายต่างๆ จากนอกโลก ปรากฎการณ์ที่เห็นจากเหตุนี้คือแสงเหนือแสงใต้ ... ถ้าไม่มีแม่เหล็กเราตายหมดโลกแน่ครับ


ใช้ดูดติดสิ่งต่างๆ ไว้ด้วยกัน เช่น กระดานแม่เหล็กติดของเล่น 

รถไฟฟ้าความเร็วสูงมาก เรียกว่า Mag Lev ย่อมาจาก Magnetic Levitation แปลว่ายกด้วยแม่เหล็ก เพราะไม่มีแรงเสียดทานจากการเสียดสี จึงวิ่งด้วยความเร็วกว่า ๓๐๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้


เตาแม่เหล็ก ต้มได้ ทอดได้ แต่ขอเพียงต้องใช้กระทะหรือหม้อที่ทำจากเหล็ก


ใช้แม่เหล็กไฟฟ้ายกเศษเหล็กหรือเหล็กขนาดใหญ่  เพียงแต่ปล่อยกระแสไฟเข้าไปในขดลวด มันจะกลายเป็นแม่เหล็กขนาดยักษ์


 ถ่ายภาพสมอง กระดูก เขาเรียกเครื่อง MRI  ย่อมาจาก Magnetoresistance Imaging  ไม่แพงครับ ถ่ายภาพครั้งละ ๔,๐๐๐ ...ฮา


ต้องไม่ไม่มีใคร ไม่รู้จัก  ฮาร์ดดิสก์ เก็บข้อมูล 

 และสุดท้าย ลืมไม่ได้ เข็มทิศครับ อุปกรณ์ที่ทำให้ไอสไตน์หลงไหลฟิสิกส์เอามากๆ ตอนเป็นเด็ก

  • แม่เหล็กมีสีอะไร ... สีดำถ้าเป็นพวกเหล็ก สีเงินๆ ถ้าเป็นพวกนิเกล แล้วแต่ครับแตกต่างไปตามชนิดของสสาร และโครงผลึก
  • แม่เหล็กขยายพันธุ์ได้ไหม.....  เป็นคำถามที่น่ารักมาก ครูที่เขียนคำถามนี้ ต้องถือว่าท่านรู้และเข้าใจนักเรียนอนุบาลอย่างยิ่ง  อีกทั้งยังเป็นคำถามที่แสดงถึงจินตนาการที่ไร้เดียงสาของนักเรียน ที่เราไม่อาจมองข้าม ... คำตอบคือ ได้ "ขยายพันธุ์" ได้ด้วยการเหนี่ยวนำด้วยการถู หรือแบบที่ครูทำให้เห็นว่า เมื่อตะปูติดกับแม่เหล็ก ตะปูจะเป็นแม่เหล็กดูดสิ่งอื่นได้ ... นี่ก็อาจเรียกได้ว่า "ขยายพันธุ์" ....

บันทึกหน้า ค่อยมาว่าเรื่อง เนื้อหา การทดลอง และกระบวนการเรียนรู้ด้วยการทำโครงงานครับ