วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ขับเคลื่อน PLC เทศบาลเมืองมหาสารคาม _๒๓ : ตัวอย่างการสอนแบบ PBL-ในชั้นเรียน

วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ PLC เทศบาลเมืองมหาสารคาม จัดเวทีแลกเปลี่ยนและฝึกอบรมเรื่อง การจัดการเรียนรู้บนฐานปัญหา (Problem-based Learning: PBL) เพื่อพัฒนาทักษะการคิด   บันทึกนี้จะนำเสนอตัวอย่างการสอนแบบ PBL ที่เราฝึกอบรมแบบสาธิตและแลกเปลี่ยน โดยใช้หลักการสอน ๕ ขั้นตอน ตามที่เสนอไว้ในบันทึกที่แล้ว (อ่านที่นี่)



การสอนเรื่องแรงโน้มถ่วงแบบ PBL (วิทยาศาสตร์)

นับ ๑ ที่การตั้งคำถามในใจตนเองว่า "ผู้เรียนจะได้เรียนรู้อะไรในการสอนครั้งนี้ ?"  สมมติคำตอบในใจเราคือ ผู้เรียนต้องรู้และเข้าใจว่าอะไรคือแรงโน้มถ่วง สามารถอธิบาย และปรับประยุกต์ใช้ได้ในชีวิต

แทนที่จะเข้าไปสอนแบบเก่า คือ เข้าไปเล่าเรื่องประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ เป็นมาอย่างไร ใครค้นพบ และจบด้วยการบอก บรรยายว่า อะไรคือแรงโน้มถ่วง เราเริ่มด้วยการ "ตั้งโจทย์ปัญหา"

นับ ๒ แบ่งผู้เรียนออกเป็นกลุ่มๆ ละไม่เกิน ๖ คน (จะดีคือ ๔ คน) แล้วมอบอุปกรณ์ให้กล่มละ ๑ ชุด ดังภาพ โจทย์ปัญหาคือ "จงทำให้ลูกโป่งแตกตัง ปัง!!! กลังจากตัดด้วยกรรไกร ภายใน ๑๕ นาที" แต่ละกลุ่มจะทำอย่างไรก็ได้ ให้ลูกโป่งแตก มีเงื่อนไขข้อเดียวคือ อุปกรณ์ที่กำหนดให้ต้องถูกใช้ทุกชิ้น


(กิจกรรมนี้เรียนรู้มาจากทีมครูเพ็ญศรี ใจกล้า)

จากประสบการณ์ที่ผ่านมาหลายเวที ผมสังเกตว่ากระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน จะไม่ให้ความสำคัญกับ "กระบวนการ" แต่จะมุ่งผ่านไปยัง "เนื้อหา" เป้าหมาย ในที่นี้คือ "ลูกโป่งแตก" ดังนั้นจะเห็นได้ทั่วไปเมื่อใช้กิจกรรมนี้ ว่าแต่ละกลุ่มจะไม่มีการวางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบ โดยมากจะเป็นลองผิดลองถูก ทำไปลองไป ไม่ได้ใช้หลักวิชาการที่เรียนรู้ผ่านมา แม้ผลลัพธ์ทุกกลุ่มจะสามารถทำให้ลูกโป่งแตกได้ แต่มักจะใช้เพียงเข็มหมุดกับดินน้ำมัน ส่วนอย่างอื่นเพียงแค่เอามาประกอบกันประดับฉากเท่านั้น ดังนั้น วิธีที่ดีคือ ออกแบบกิจกรรมให้นักเรียน ได้ฝึกคิดวางแผนและออกแบบวิธีแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบโดยใช้หลักวิชาการ

นับ ๓ "โยนคำถาม ให้กับทุกกลุ่มว่า ความรู้อะไรที่จำเป็นต้องใช้ในการแก้ปัญหา ?" แล้วให้แต่ละกลุ่มระดมสมองแล้วร่วมกันอภิปราย หรืออาจออกแบบให้ไปสืบค้นที่ห้องสมุด หรือสืบค้นทางอินเตอร์เน็ต เขียนแผนผังความคิด (Mind Mapping) เกี่ยวกับองค์ความรู้ที่คิดว่าเกี่ยวข้อง  และช่วยกันออกแบบวิธีแก้ไขปัญหาลงบนกระดาษ  อย่างเป็นขั้นตอน ก่อนจะอภิปรายในกลุ่มถึงความเป็นไปได้ โอกาสที่จะสำเร็จและความเสี่ยงที่ล้มเหลว และวิธีการปัองกัน (มีแผนสำรอง?)

นับ ๔ ลงมือทำตามแผน อย่างรอบคอบ ระมัดระวัง สังเกต และเก็บข้อมูล บันทึกข้อมูล ขั้นตอนนี้คือ "หัวใจ" ที่จะทำให้เกิด "ปัญญาปฏิบัติ" (ซึ่งเป็นแบบปัจจัตตังคือรู้เฉพาะตน และสันทิฏฐิโก คือรู้เองเห็นเอง)

นับ ๕ เปิดโอกาสให้ได้นำเสนอผลงาน (ถ้ามี) นำสะท้อนการเรียนรู้ อภิปรายผลร่วมกัน และถอดบทเรียน ก่อนสรุปร่วมกัน

ส่วนใหญ่ทุกกลุ่มจะใช้วิธีผูกลูกโป่งติดไว้กับตะเกียบ แล้วใช้เชือกผูกลูกตุ้มดินน้ำมันซึ่งเสียบเข็มหมุดไว้ทั่วเหมือนขนบนตัวเม่น เมื่อตัดเชือก ลูกตุ้มเข็มหมุดจะตกลงมาตามแรง ที่ทุกคนอาจรู้แล้วว่าคือ "แรงโน้มถ่วง" ทิ่มใส่ลูกโป่ง แตกดังโป้ง.... เมื่ออภิปรายมาถึงตรงนี้ ผู้เรียนจะมีเจตคติที่ดีต่อทฤษฎีเรื่องแรงโน้มถ่วงและกฎของนิวตัน พร้อมสำหรับการสรุปเนื้อหาของท่านแล้ว หากผู้เรียนเป็นผู้ใฝ่เรียนรู้ ครูผู้สอนจะสามารถเชื่อมโยงเรื่องต่างๆ ที่นักเรียนนำมาเสนอ สรุปเป็นกฎการเคลื่อนที่ได้อย่างดีโดยไม่ต้องบรรยายใดๆ







สอนภาวะผู้นำ การรักษากติกา กับการแก้ปัญหาเป็นทีม ด้วย PBL (น่าจะวิชาสังคมศึกษา)

นับ ๑ คิดถึงผลการเรียนรู้ (Learning outcome) ที่ต้องการ ในที่นี้คือ ภาวะผู้นำ การเคารพกติกา และทักษะการแก้ปัญหาเป็นทีม

นับ ๒ ตั้งโจทย์หรือออกแบบกิจกรรม (กิจกรรมนี้เรียนรู้มาจากทีมครูเพ็ญศรี ใจกล้า เช่นกันครับ) เราเรียกกิจกรรมนี้ว่า "ลูกเป็ดสกปรกขี้เหล่เดินเซกลับบ้าน" สมมติกลุ่มผู้เรียน (ไม่ควรเกิน ๑๕ คน) เป็นลูกบ้าน (สมาชิกในหมู่บ้าน) อยู่ประจำบ้านของตนเอง ในหมู่บ้านมีบ้านว่าง ๑ หลัง ซึ่งทุกคนต้องช่วยกันระวังและป้องกันไม่ให้ "ลูกเป็ดขี้เหล่สกปรก" เดินเข้าบ้านได้ โดยมีกติกาว่า ต้องไม่รังแกเป็ด (ไม่ขัดขวาง) แต่ละคนอยู่บ้านได้เพียงทีละหลัง (ห้ามยืนคร่อม ๒ สองหลัง)

นับ ๓ สำหรับขั้นการค้นหาความรู้และการวางแผน เนื่องจากเป็นเป้าหมายตามผลการเรียน จึงควรให้นักเรียนลองแก้ปัญหาเลยก่อน  จึงค่อยๆ เพิ่มขึ้นตอนเหล่านี้ภายหลัง

นับ ๔ ขั้นตอนการลงมือ กระบวนกรต้องคอยสร้างความกระตือรือร้นของทุกคน หลักเดียวกับที่ทำไมเราต้องมีเสียงพากย์ตอนชกมวยหรือแข่งบอล หรือทำไมต้องมีเสียงหัวเราะในละคร "ซิดคอม"  คือการกระตุ้นความสนุกเร้าใจ ให้มีอารมณ์ร่วมนั่นเอง

นับ ๕ ขั้นการสะท้อนและถอดบทเรียน กิจกรรมนี้ต้องใช้เวลามากหน่อย  ผู้สอนต้องค่อยๆ ตั้งคำถาม แล้วให้แต่ละกลุ่มร่วมกันอภิปราย ถึง ปัจจัยของความสำเร็จหรือล้มเหลว  แล้วเปิดโอกาสให้ได้นำเสนอต่อเวที เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดหรือแผนดีๆ กับกลุ่มอื่นๆ

สุดยอดของกิจกรรมนี้อยู่ที่ ทักษะการวางแผน การรักษากติกา และการแก้ปัญหาเป็นทีม ผู้เรียนส่วนใหญ่อาจไม่ให้ความสำคัญกับกติกา จะพยายามขัดขวางเป็ดขี้เหล่ด้วยวิธีต่างๆ ทั้งใช้มือกาง ประสานมือกัน ฯลฯ  และหากสังเกตให้ดี จะพบภาวะผู้นำของแต่ละคน ซึ่งถ้าไม่มีภาวะผู้นำผู้ตามนี้ชัดเจน จะสังเกตเห็นได้จากกระบวนการวางแผนและการแก้ปัญหา 





สอนคณิตศาสตร์ด้วยโจทย์ PBL  (คณิตศาสตร์)

ขอเสนอโจทย์ปัญหา ๒ ข้อต่อไปนี้ ให้ท่านผู้อ่าน (หวังว่าครู PLC เทศบาลฯ จะอ่านกันทุกคน) ลองนำไปปรับใช้ ดังนี้ครับ

ข้อแรกให้หาความยาวของเส้นทะแยงมุมของกล่องกระดาษที่มีขนาดดังรูป มีเป้าหมายให้ผู้เรียนรู้จำ เข้าใจ และนำไปประยุกต์ใช้สูตรของพีทาโกรัส (Pythagoras) ได้ (ข้อนี้เรียนรู้จาก ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุลครับ)


ข้อที่สองให้นักเรียนฝึกสมอง ทดลองหาความสูงของต้นไม้ โดยใช้อุปกรณ์ที่กำหนดให้คือเชือกและไม้บรรทัด  เป้าหมายคือ รู้จำเข้าใจและนำไปใช้ความรู้เรื่อง "สามเหลี่ยมคล้าย" เรขาคณิตและตรีโกณมิติ


หากนำไปใช้แล้วได้ผลอย่างไร มาเล่าให้ฟัง จะมีรางวัลให้ครับ...ฮา

วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ขับเคลื่อน PLC เทศบาลเมืองมหาสารคาม _๒๒ : ข้อสรุปการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ "ชุมชนเรียนรู้ครูเพื่อศิษย์เทศบาล เพื่อพัฒนาการสอนคิด"

วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ CADL ร่วมกับเทศบาลเมืองมหาสารคาม จัดเวที PLC ครูเทศบาลเมืองมหาสารคาม กลุ่มที่ ๒ เพื่อพัฒนาทักษะการคิดโดยการ "ปรับวิธีเรียน เปลี่ยนวิธีสอน" โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ PBL (Problem-based Learning) กลุ่มเป้าหมายเป็นครูในสังกัด ที่ทางโรงเรียนเทศบาลส่งรายชื่อมารวมประมาณ ๓๐ ท่าน ครั้งนี้จัดที่ห้องประชุมอาเซียน ณ โรงเรียนสามัคคีวิทยา ซึ่งสามารถรองรับการจัดประชุมสัมมนาขนาด ๑๐๐ คนได้อย่างดี เพราะมีทั้งห้องนำเสนอหรือแสดงบนเวที ที่มีที่นั่งสบายหรูหรา และมีห้องแสดงนิทรรศการอาเซียน ที่มีพื้นที่โล่งสำหรับกิจกรรมกลุ่มย่อย

รองนายกเทศมนตรี วัลลภ วรรณปะเถาว์ มาเปิดงานเหมือนเมื่อวานนี้ แสดงว่าท่านให้ความสำคัญกับวิธีพัฒนาครูแบบ PLC นี้ยิ่ง ท่านบอกว่า มีภารกิจหลายที่ แต่เวทีนี้มีความสำคัญ ท่านให้ย้ำถึงคำ ๒ คำ ทวนซ้ำอีกครั้ง ่คือ "โอกาส" และ "ปัญหา" และเน้นว่า ครูต้องมุ่งทำโดยไม่บ่น เพราะทุกคนมีเวลาเท่าๆ กัน นักเรียนต้องมีโอกาสในชีวิตที่จะเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ต้องสามารถอ่านออก เขียนได้ คิดเป็น ดังนั้นอย่ามองเวลาเป็น "เป็นปัญหา" เพราะเวลาที่เสียไป หากไม่ได้ทำอะไรเปรียบเหมือนการทำลายชีวิตของนักเรียนทางอ้อม ทำอย่างไร นักเรียนจะได้รับ "โอกาส" ที่เขาควรจะได้รับ ท่านยกเอาบทกลอนของ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กวีซีไรท์ เป็นปัจฉิมบทว่า

"กาลเวลากลืนกินสรรพสัตว์
กาลเวลากร่อนกัดสรรพสิ่ง
นี่คือสัจธรรมความเป็นจริง
ถูกทอดถูกทิ้งท่ามกลางกาล
เวลาคือผู้ให้การเกิดมา
และเวลาก็ให้การประหาร
นิมิตสิ่งมิ่งทิพยวิมาน
นิมิตสิ่งสาธารณ์ ณ มงคล"          (เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์)



เมื่อพูดถึงกลอน ต้องขอเล่าต่อ เพราะตลอดทั้งวัน ผอ.วีระชัย โสภา ผู้อำนวยการโรงเรียนสามัคคีวิทยา ร่วมเรียนรู้และคอยดูแลผู้เข้าร่วมประชุมตลอดวัน ซ้ำเย็นวันนั้นท่านยังส่งบทกลอนมาทาง LINE "PLC เทศบาลเมืองมหาสารคาม" เกี่ยวกับการพัฒนาทักษะด้านการคิดของเด็ก  ดังนี้ครับ

☆☆ เป็นมนุษย์  สุดแสนดี  อยู่ที่คิด
เริ่มจากจิต  คิดดีมีเหตุผล
คิดแล้วทำ  ฝึกปฏิบัติ  ด้วยอดทน
สัมฤทธิ์ผล  ย่อมเกิด  ประเสริฐจริง
PBL การพัฒนาด้านการคิด
จะสัมฤทธิ์ หากครูเรา  เฝ้าฝึกฝน
ฝึกทักษะ ให้เด็กคิด เป็นทุกคน
ด้วยรูปแบบ สืบค้น ด้วยตนเอง
จัดกิจกรรม การเรียนรู้ ครูกำกับ
เด็กช่วยกัน ขานรับ แก้ปัญหา
กลุ่มสนใจ ทำโครงงาน ปลูกปัญญา
ย่อมเกิดการพัฒนา  ถ้วนหน้าเอย  ☆☆☆
 
กิจกรรมฝึกอบรมครูในครั้งนี้ ปรับเอาสิ่งที่ได้เรียนรู้จาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล (ม.ธรรมศาสตร์) ในเวทีพัฒนาอาจารย์ผู้สอนหมวดวิชาศึกษาทั่วไป ซึ่งเราจัดขึ้นในวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดยพิจารณาให้เหมาะสม สอดคล้องกับการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น

ปรับวิธีเรียน เปลี่ยนวิธีสอน


หากจะ "ปรับวิธีเรียนของเด็ก" สิ่งแรกที่ต้องทำคือ "เปลี่ยนวิธีสอนของครู"  วิธีสังเกตว่าใครต้องเปลี่ยนวิธีสอนของตนคือ สังเกตตนเองว่า วิถีคิดของท่านเป็นอย่างไรหากจะไปสอนพรุ่งนี้ หากคำตอบในใจท่านคือ "พรุ่งนี้จะสอนอะไร?..." แบบนี้ต้องเปิดใจ ให้กับวิถีใหม่ในการสอนในศตวรรษที่ ๒๑ คำถามในใจครูจะเปลี่ยนเป็น "พรุ่งนี้เด็กจะได้ความรู้หรือทักษะอะไรในกิจกรรมการสอนของเรา" ครูต้องมุ่งไปที่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Learning Outcome) ของนักเรียนเป็นสำคัญ และเปลี่ยนวิธีการสอนแบบ "บอก ป้อน สอน บรรยาย" มาใช้การจัดการเรียนรู้บนฐานปัญหา (Problem-based Learning: PBL) ในชั้นเรียน และพัฒนาทักษะการเรียนรู้และทำงานผ่านการทำโครงงานบูรณาการชีวิตจริง

ผมเสนอกระบวนการ ๕ ขั้นในการสอนแบบ PBL ในชั้นเรียน และยกตัวอย่างเชิงปฏิบัติการ หมายถึง ทดลองทำ PBL นั้นๆ กับครู โดยแต่ละขั้นตอนยึดหลักการเรียนรู้ที่ครูจำต้องคำนึงถึงเสมอ ๕ ประการ ดังนี้


(๑) ครูเปลี่ยนวิธีคิดจาก "ฉันสอนอะไรให้เด็ก" เป็น "เด็กจะได้เรียนรู้อะไร/ได้ฝึกทักษะใดในชั้นเรียนวันนี้" สอดคล้องกับทฤษฎี การจัดการเรียนการสอนแบบย้อนกลับ (ฺBackward Design) ที่ยึดเอาผลลัพธ์ที่จะเกิดกับเด็กเป็นตัวตั้ง (Outcome-based Learning) ครูต้องชัดเรื่องเป้าหมายตัวชี้วัดทุกครั้งก่อนการสอน ซึ่งความจริงมี KPA (Knowledge, Process Skills, Attitude) กำหนดไว้แล้วในหลักสูตรแกนกลาง '๕๑

(๒) ครูคิดโจทย์ปัญหา ออกแบบตั้งปัญหา โดยพิจารณาว่า ปัญหานั้นๆ จะสามารถกระตุ้นให้เด็กคิดและลงมือแก้ไข ซึ่งจะเป็นปัจจัยให้เกิดการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ในขั้นนี้ สอดคล้องกับทฤษฎี Constructivism ของ Jean Piaget

(๓) ให้นักเรียนสืบค้นหรือระดมความคิด วิเคราะห์ปัญหา ว่า ต้องใช้องค์ความรู้อะไร (K) ต้องนำความรู้นั้นมาปรับใช้อย่างไร (Cognetive Skills) อาจจะให้เครื่องมือช่วยวางแผนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างทำงาน เช่น Before Aciton Review (BAR), During Action Review (DAR), ฯลฯ (เครื่องมือจัดการความรู้ "ช่วยคิด")

(๔) นักเรียนลงมือแก้ไขปัญหา หาคำตอบด้วย "ปัญญาปฏิบัติ" คือเรียนรู้จากการลงมือทำ (Learning by doing) โดยให้เวลาและแบ่งกลุ่มให้มีสมาชิกแต่ละทีมที่เหมาะสม สอดคล้องระหว่าง "ศักยะ" และ "ความท้าทาย"

(๕) ขั้นนี้สำคัญและในปัจจุบันครูและเด็กไทยขาดไปมากที่สุด คือ การสะท้อนการเรียนรู้ (Reflection) หรือการสะท้อนหลังการเรียนรู้ (After Learning Review) หรือการสะท้อนหลังการปฏิบัติ (After Action Review: AAR) การสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองตามหลัก Constructivsim จะเกิดขึ้นภายในใจในขั้นตอนนี้ โดยเฉพาะการตกผลึกความคิดรวบยอด


วิธีที่ดีในการฝึกฝนตนเองสำหรับครู  คือ การน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง  "๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข ๔ มิติ" มาปรับใช้เป็นหลักคิดในการ ตั้งโจทย์ปัญหา เพื่อรักษาสมดุลของทักษะความสามารถหรือศักยภาพของนักเรียนกับความท้าทายหรือความยากของปัญหา เพื่อให้นักเรียนสนุกมีความสุขที่ได้เรียน ดังภาพ



 BAR ด้วยคำถามว่า ถ้าคิดเป็น! แล้วจะเห็นอะไร?

การสำรวจความเห็นของครู เพื่อให้ทุกคนตระหนักรู้ถึงผลลัพธ์ปลายทางของการทำ "PLC เทศบาลฯ เพื่อพัฒนาทักษะการคิด" โดยให้เขียนลงบนกระดาษโพสท์อิท ว่า "หากนักเรียนคิดเป็น คือบรรลุตามเป้าหมายของเรา พวกเขาจะสามารถทำอะไรได้ หรือมีคุณลักษณะอย่างไร?"

คำตอบ ๔ อันดับความถี่ ที่ครูกล่าวถึง คือ
  • นักเรียนจะวางแผนเป็น ...  
  • นักเรียนจะแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง...
  • นักเรียนจะไม่หนีเรียน ตั้งใจเรียน รู้จักเคารพกฎระเบียบ กติกา ของโรงเรียน 
  • รู้จักผิดชอบ ชั่วดี
ต่อข้อคำถาม BAR ว่า ครูคาดหวังอะไร จากการมาสัมมนาแลกเปลี่ยนในครั้งนี้ เกือบทุกคน มุ่งไปที่ อยากรู้วิธีการและเทคนิคการสอนแบบ PBL

บันทึกต่อไป จะมาเล่ารายละเอียดกิจกรรมและ PBL ในห้องเรียน ที่เราแนะนำและทำเป็นตัวอย่างให้กับครูในการฝึกอบรมครั้งนี้

การคิดกับความคิด

เหตุที่เราเลือกเอาวิธีการสอนแบบ PBL-ในชั้นเรียน มาเป็นประเด็นหลักใน PLC ครูเทศบาลฯ ครั้งนี้ เพราะวิธีนี้มีจุดเด่นด้าน "การพัฒนาทักษะการคิด" ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน (Project-based Learning) ซึ่งจะมุ่งไปสู่ทักษะการทำงานและทักษะชีวิต ที่ทางเทศบาลมีนโยบายอยู่แล้ว โดยเฉพาะโรงเรียนสามัคคีวิทยา (เจ้าภาพ) ที่เอาจริงเอาจังเรื่องนี้ด้วยวิธีกำหนดให้ทั้งโรงเรียน ทุกระดับชั้น ต้องทำโครงงานบูรณาการกัน  (น่าสนใจ...คงต้องพึ่งท่านรองอ้อย มาให้รายละเอียดต่อไป)

ผมเน้นเพื่อให้ความสำคัญกับ "การคิด" และ "ความคิด" โดยสื่อความหมายให้ครูรู้ว่า เป้าหมายในการพัฒนาของเรา ไม่ใช่มุ่งเอาแต่ความเก่ง "การคิด" ในทีนี้คือทักษะการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่า และสร้างสรรค์ แต่ต้องปลูกฝังให้เด็กเห็นความสำคัญของ "ความดี" ซึ่งเด็กต้อง "มีความคิด" ส่วนนี้สำคัญยิ่ง เพราะเป็นทักษะขั้นสูงระดับ "คุณค่า" "คุณธรรม" ซึ่งเด็กจะค่อยจดจำจากคำสอนและแบบอย่างตามครู ครูต้องคอยช่วยแนะนำ โดยเฉพาะขั้นประเมินค่าว่า อะไรดี อะไรไม่ดี อะไรถูกและเหมาะสม อะไรที่ไม่ถูกไม่ควร

AAR ยังไม่มั่นใจว่า ครูจะนำกลับไปปรับใช้ 

ตอนท้ายก่อนปิดกิจกรรม ผมทำ AAR ง่ายๆ โดยตั้งคำถามว่า "เราจะมีข้อตกลงอย่างไรไหม เพื่อให้เกิดการปรับวิธีเรียน เปลี่ยนวิธีสอน" เกิดขึ้นจริงๆ

ครูส่วนใหญ่เงียบ ไม่สนองด้วยคำตอบใดนัก อาจเป็นเพราะทั้งวัน ผมพาใช้สมองหนักเกินไป มีครูบอกว่า "ใช่ๆ..."  อย่างไรก็ดี เราก็มีข้อตกลงเบื้องต้น ๓ ประการ ได้แก่

    (๑) ทุกคนจะนำแนวทางการสอนแบบ PBL ที่ได้เรียนรู้หลักการในวันนี้ ไปใช้ในชั้นเรียนของตนเอง
    (๒) จะร่วมกันสร้างแบบทดสอบทักษะการคิดวิเคราะห์ ให้เป็นมาตรฐาน เพื่อการพัฒนาอย่างเป็นระบบ
    (๓) จะนำผลงานไปร่วมแสดงและแบ่งปันประสบการณ์ ในเวทีสัมมนาวิชาการโครงงานเทศบาลเมืองมหาสารคาม ซึ่งทางส่วนกลางควรจัดให้มีทุกปี (ความจริงมีอยู่แล้ว)

บันทึกหน้ามาว่ากันทีละตัวอย่างของ PBL-ในชั้นเรียน ที่เราเรียนรู้ร่วมกันในวันนั้นครับ














 ดูรูปทั้งหมดได้ที่นี่ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ขับเคลื่อน PLC เทศบาลเมืองมหาสารคาม _๒๑ : ข้อสรุปการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ "ชุมชนเรียนรู้ครูเพื่อศิษย์เทศบาล เพื่อพัฒนาการอ่านออกเขียนได้"

วันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ CADL และเทศบาลเมืองมหาสารคาม ร่วมกัน "เปิดวง PLC" ณ โรงเรียนเทศบาลศรีสวัสดิ์วิทยา เพื่อร่วมกันหาวิธีแก้ไขปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ กิจกรรมดำเนินตั้งแต่ ๙:๐๐ น. - ๑๕:๐๐ น. ได้ข้อสรุปเป็นที่น่าพอใจมากๆ นำมาเสนอให้คุณครูรู้ไว้ตรงกันครับ ถือเป็นความตั่งใจ รวมใจ ไว้ก่อนเริ่มลุยในเทอมหน้าครับ

"ผู้ใหญ่" ในที่นี้คือ ท่านรองนายกเทศมนตรี ท่านวัลลภ วรรณปะเถาว์ ดร.กมล ตราชู ศึกษานิเทศก์ ผอ.พัชรี ร.ร.บ้านแมด ผอ.พงษ์ศักดิ์ ร.ร.บูรพาฯ และ ผอ.สมปอง (เจ้าภาพ) ให้ความสำคัญกับ PLC เทศบาลเมืองมหาสารคาม ครั้งนี้มาก  แสดงถึงความเอาจริงของผู้บริหารต้นสังกัด  ในตอนก่อนเชิญท่านกล่าวเปิดงาน ผมเล่าความเป็นมาและแจ้งวัตถุประสงค์ ๓ ประการ คือ ๑) เพื่อมาร่วมกันศึกษาวิเคราะห์ปัญหา แลกเปลี่ยนประสบการณ์ หรือ "ปัญญา" ความสำเร็จที่เรามีแล้ว ๒) มาร่วมกันวางแผนแก้ไข และกำหนดแนวทางที่จะดำเนินต่อไปร่วมกัน และ ๓) เพื่อสร้างชุมชนเรียนรู้ครู ที่จะแบ่งปัน แลกเปลี่ยน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ต่อสู้ขจัดปัญหาอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ให้หมดไปจากนักเรียนในสังกัดเทศบาล

รองฯ วัลลภ กล่าวเปิดงานด้วยการฝากคำสำคัญไว้ ๒ คำ คือ "โอกาส" กับ "ปัญหา" ฟังแล้วประเทืองปัญญายิ่ง ท่านเล่าเรื่องประหลาดใจที่พบตอนไปร่วมเป็นกรรมการประเมินผลงานครูของ สพม. ๒๖ หนึ่งในโครงการที่ได้รางวัลคือ "โครงการพัฒนาเด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้" ว่า ทำไมระดับมัธยมศึกษามีปัญหาถึงขนาดต้องมาแก้กันอย่างจริงจังอย่างนี้เชียวหรือ?  ท่านบอกว่า การอ่านออกเขียนได้ไม่ใช่เพียง "ปัญหาทั่วไป" ที่จะแก้ไขตอนไหนหรือค่อยๆ แก้ไปก็ได้ แต่ถือเป็น "โอกาสของชีวิตคน" เด็ก ป.๑-ป.๒ ที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ หมายถึง โอกาสที่หายไปที่จะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ใน ป.๓-ป.๔  นั่นคือ หากครูไม่สามารถสร้าง "โอกาส" ให้เขาอ่านออกเขียนได้ ก็เปรียบเหมือนกับกำลังทำลายชีวิตลูกหลานไม่ให้มีอนาคตนั่นเอง

กิจกรรมตลอดวัน แบ่งกั้นได้เป็น ๒ ช่วง เริ่มที่ ๑) แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากประสบการณ์ความสำเร็จของแต่ละโรงเรียน หลังเบรคเช้ากลับเข้ามานำเสนอ ๒) หลังเที่ยงกลับมาระดมสมอง ร่วมกันวางแผน สร้างข้อตกลง และกิจกรรมที่จะทำในตอนเริ่มโครงการ  มีข้อสรุปดังนี้


แผนผังนี้แสดงแผนและข้อตกลงของ "PLC เทศบาลฯ พัฒนาการอ่านออกเขียนได้" จุดเด่นที่พบคือ ทุกโรเรียนกำลังแก้ไข และมีแนวปฏิบัติที่ดีในการแก้ไขแล้ว  และพร้อมที่จะนำสิ่งดีๆ มาแลกเปลี่ยนกัน และร่วมกันแก้ไขปัญหานี้ร่วมกัน  ดังมีข้อตกลงดังนี้
  • ให้ทุกโรงเรียนมีการคัดกรองนักเรียนออกเป็น ๓ กลุ่ม คือ ๑ กลุ่มที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ๒) กลุ่มที่ยังคงต้องการการปรับปรุง และ ๓) กลุ่มที่มีทักษะการอ่าน-เขียนเป็นที่พอใจแล้ว  โดยอาจจะใช้แบบคัดกรองมาตรฐาน หรือแบบคัดกรองที่สร้างขึ้นเองก็ได้ 
  • ให้มีการแลกเปลี่ยนแบ่งปัน และร่วมกันพัฒนาสื่อการเรียนการสอน เช่น สื่อ นิทาน ชุดฝึก เกม ฯลฯ โดยส่วนกลางจะมีแบบฟอร์มสำรวจและรวบรวม สื่อนวัตกรรมดังกล่าว มารวมไว้ จัดทำเป็นฐานข้อมูลเพื่อเตรียมให้ครูเลือกใช้ได้สะดวกต่อไป 
  • แต่ละโรงเรียนให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ด้วยกระบวนการที่ตนเองคิดว่าทำแล้วจะดี กล่าวคือ ให้มีอิสระในการแก้ปัญหา เพียงตกลงกันว่า ให้เน้นการแก้ปัญหาในห้องเรียน 
  • ครูทุกคนต้อง "เปิดใจ เปิดสมอง เปิดห้อง สามัคคี" ในที่นี้ หมายถึง การจัดให้มีกระบวนการ "เยี่ยมห้องเรียน" เดือนละ ๑ ครั้ง  โดยจัดให้ในห้องเรียนมี "มุมแสดงผลงานนักเรียน" และมี "สมุดเยี่ยม" เตรียมไว้เอื้อให้มีการบันทึกข้อมูลและประเมินชมระดมความคิดความเห็นอย่างเป็นกัลยาณมิตร
  • จัดให้มีระบบประเมินผลกลาง เพื่อตรวจสอบพัฒนาการของการแก้ปัญหา โดยไม่บังคับว่าทุกโรงเรียนต้องนำไปใช้ เพียงแต่ให้อิสระในการเลือกขอนำไปทดลองใช้ 
  • จัดให้มี PLC กลุ่มพัฒนาการอ่านออกเขียนได้ เพื่อแลกเปลี่ยน แบ่งปัน นำเสนอผลงาน เป็นระยะที่เหมาะสม และเปิดโอกาสให้ผู้บริหาร หรือผู้ปกครองเข้ามาชมผลงานด้วย  (Show & Share)
  • เริ่มกันในภาคเรียนที่ ๑/๒๕๕๘

สำหรับผม ถือว่าประสบผลสำเร็จมาก เพราะเราได้แผนกระบวนการที่ชัดเจนมาก และครูทุกคนร่วมใจ ที่จะแก้ไขปัญหาที่ร่วมกัน ...

....ส่วนประสบการณ์ที่เราทำสำเร็จที่ผ่านมา ผมจะมาว่ากันในบันทึกต่อๆ ไปครับ















ดูรูปทั้งหมดได้ที่นี่ครับ